"ไทย-ปากีสถาน" ฟื้นถก FTA ดันชิ้นส่วนยานยนต์-พลังงานสะอาด เจาะตลาดเอเชียใต้

ผู้สื่อข่าวรายานว่า วันนี้ (17 ต.ค.69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือทวิภาคีกับนายมูฮัมหมัด ออรังเซบ (Muhammad Aurangzeb) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรายได้ของปากีสถาน เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 ณ กรุงเทพมหานคร
การหารือมุ่งกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร อาหารแปรรูป และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องจักร ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับฐานการผลิตของไทย รวมถึงอาหารแปรรูปและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อเปิดช่องทางให้ภาคเอกชนของไทยและปากีสถานขยายเครือข่ายธุรกิจและสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมฮาลาลและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน เพื่อเพิ่มการเดินทางและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
นางสาวลลิดากล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการสานต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ปากีสถาน (Free Trade Agreement: FTA) เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ทางการค้าในระยะยาว โดยการหารือครั้งนี้เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายที่จะเดินหน้ากระบวนการเจรจาและแสวงหาโอกาสความร่วมมือเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ความตกลง FTA ไทย-ปากีสถานยังอยู่ระหว่างการเจรจา และยังไม่มีการประกาศลดภาษีหรือสิทธิประโยชน์ทางการค้าใหม่จากผลการหารือในครั้งนี้
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายตลาดส่งออกและสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพอย่างปากีสถาน ซึ่งความร่วมมือด้านชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร อาหารแปรรูป พลังงานสะอาด ฮาลาล และเศรษฐกิจดิจิทัล จะช่วยเพิ่มช่องทางให้ภาคธุรกิจไทยขยายการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชียใต้ได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ฝ่ายปากีสถานยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ การกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และการฟื้นการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับปากีสถานให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ประจำปี 2569 ขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าและบริการของไทย โดยจะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือกับปากีสถานให้เกิดความคืบหน้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และสร้างประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
Back to top button