Football Unites the World (?) : ใต้เงาทรัมป์และโลกเอียงขวา ไม่มีกีฬาใดเป็นยาวิเศษ

ฟุตบอลโลก 2026 ล่วงผ่านไปแล้ว พร้อมการคว้าชัยเป็นครั้งที่สองของทีมชาติสเปน

ในฐานะคนที่เป็นแฟนทีมฟุตบอลเชลซี ภาพของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าไปยืน ‘มั่วบ้านงาน’ กับสมาชิกทีมชาติสเปนไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจสำหรับฉันเท่าไหร่ ว่าไปนี่ก็ไม่ใช่ภาพที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายนัก เพราะนอกเหนือจากการอดหลับอดนอนเพื่อเชียร์ทีมชาติต่างๆ (โดยเฉพาะหลังจากที่เยอรมนีทีมรักตกรอบไปอย่างรวดเร็ว) สิ่งหนึ่งที่ฉันจับตารออย่างสนอกสนใจเสมอมาคือ ท่าทีของทรัมป์ต่อเกมฟุตบอล ในฐานะหนึ่งในเจ้าบ้านร่วมกันกับแคนาดาและเม็กซิโก กับนโยบายระหว่างจำกัดพลเมืองบางประเทศเข้าสหรัฐฯ

โดยตัวมันเอง นโยบายเช่นนี้ก็สุ่มเสี่ยงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้วว่าเลือกปฏิบัติ และยิ่งชวนให้รู้สึกลักลั่นเมื่อมันถูกบังคับใช้ในวาระที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าบ้านเวิลด์คัพ ซึ่งสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Fédération Internationale de Football Association -FIFA) หรือ ฟีฟ่า ออกแคมเปญ Football Unites the World ที่ถ้าแปลให้สละสลวยหน่อยคงแปลได้ว่า ‘ฟุตบอลเชื่อมโลกทั้งใบให้เป็นหนึ่งเดียว’

และโลกที่เชื่อมร้อยด้วยฟุตบอลภายใต้ทรัมป์ ก็ระเบิดตัวเป็นแผลกลัดหนองหลายครั้งหลายคราวตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ ตั้งแต่ โอมาร์ อับดุลกาเดียร์ อาร์ตัน (Omar Abdulkadir Artan) ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย ที่มีวีซ่าครบถ้วน แต่ถูกห้ามไม่ให้เข้าสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลเรื่องพบข้อกังวลในการคัดกรองบุคคล (vetting concerns) หรือสมาชิกทีมชาติจากสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน (FFIRI) บางคน รายงานว่าพวกเขาถูกปฏิเสธวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ขณะที่นักเตะได้วีซ่าก่อนลงแข่งจริงราวหนึ่งสัปดาห์ และต่อให้มีลงแข่งในสนามสหรัฐฯ ก็ต้องเดินทางกลับมาพักที่เม็กซิโกทุกแมตช์, อัยมัน ฮุซเซน (Aymen Hussein) กองหน้าตัวเป้าทีมชาติอิรัก โดนกักตัวนานร่วมเจ็ดชั่วโมง ทั้งยังถูกค้นโทรศัพท์ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ

และแม้จะนึกภาพ ‘ความเฮี้ยน’ ของทรัมป์ไว้ในหัวบ้าง แต่สิ่งที่ฉันคาดการณ์ไว้ ก็ยังไปไม่ถึงสิ่งที่ทรัมป์สร้างเรื่องไว้ในเวิลด์คัพ โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า เขาต่อสายตรงโทรศัพท์หา จิอานนี อินฟันตีโน (Gianni Infantino) ประธานฟีฟ่าให้พิจารณาการให้โทษใบแดงแก่ โฟลาริน บาโลกัน (Folarin Balogun) นักเตะทีมชาติสหรัฐฯ จนบาโลกันได้ลงแข่งในศึกระหว่างสหรัฐฯ กับเบลเยี่ยม ก่อนจะโพสต์ขอบคุณฟีฟ่าลงบน Truth Social อันเป็นแพลตฟอร์มหลักของเจ้าตัว ก็ไม่น่าแปลกใจที่การแข่งขันนัดนั้น คนดูหลากสัญชาติจะร่วมแรงร่วมใจเชียร์เบลเยี่ยมสุดชีวิต และเบลเยี่ยมก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยการตะบี้ตะบันกดไปที่ 4-1 บดสหรัฐฯ ตกรอบไปในวันที่ 6 กรกฏาคมที่ผ่านมา หรือก็คือสองวันหลังจากวันประกาศอิสรภาพประจำชาติอเมริกาเท่านั้น

ยังไม่ต้องพูดถึงว่า การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศระหว่างอาร์เจนติน่ากับสเปน ยังถูกอ่านเป็นประเด็น ‘ขั้วการเมืองโลก’ เพราะภายใต้บริบทอันแหลมคม การที่อิสราเอลยังรุกคืบเข้ากาซ่า ทำลายทุกกฎเกณฑ์และเงื่อนไขทางสังคมมาตลอดหลายปี โดยที่ทรัมป์ก็ไม่อินังขังขอบความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างเขากับ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ผู้ออกตัวชัดเจนว่า ในเวิลด์คัพครั้งนี้ เขายืนอยู่ข้างอาร์เจนติน่า ด้านหนึ่งก็อาจเพราะความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับ ฆาเบียร์ มิเลย์ (Javier Milei) ประธานาธิบดีชาวอาร์เจนไตน์

ขณะที่สเปนคือประเทศที่ลงนามให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2024 และ เปโดร ซันเชซ (Pedro Sánchez) นายกรัฐมนตรีประกาศยืนหยัดอยู่เคียงข้างกาซ่าและปาเลสไตน์ ทั้งยังเคยถูกทรัมป์จู่คว่ำบาตรอยู่เนืองๆ มิหนำซ้ำ ภาพยังถูกย้ำชัดเมื่อ ลามีน ยามัล (Lamine Yamal) นักเตะดาวรุ่งทีมชาติ เคยถือธงปาเลสไตน์โบกสะบัดเมื่อครั้งเขาฉลองแชมป์ลาลีกาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

พูดให้เห็นภาพชัดคือ การแข่งขันนัดชิงชนะเลิศเวิลด์คัพที่ผ่านมา จึงมีภาพของการ ‘แบ่งขั้ว’ อยู่กลายๆ จากฝ่ายที่เอาใจช่วยอิสราเอล และจากฝ่ายที่เห็นด้วยกับจุดยืนของซันเชซ โดยที่เราก็ต้องไม่ลืมว่า รากสำคัญแห่งความขัดแย้งนี้ มาจากนโยบายและแนวคิดขวาจัดหลายประการของทรัมป์ ประธานาธิบดีของประเทศที่ได้เป็นเจ้าบ้านของเวิลด์คัพ

สิ่งที่ฉันรู้สึกว่ามันชวนขันขื่นเหลือเกินของเวิลด์คัพในครั้งนี้ คือมหกรรมกีฬาขนาดยักษ์อย่างเวิลด์คัพ ที่มาพร้อมอุดมการณ์ ‘รวมมนุษยชาติให้เป็นหนึ่งเดียว’ มันก็สวนทางกันกับทีท่าของสหรัฐฯ ใต้ทรัมป์ในฐานะเจ้าบ้านหลัก

ก็แน่ล่ะ ว่ามันคงออกจะตาใส ไร้เดียงสาไปมากทีเดียว ที่จะมองว่าโลกทั้งใบจะจับมือร้องเพลงสามัคคีชุมนุมกันได้ จากมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่ (ที่มีการเมือง ทุนก้อนโต ขับเคลื่อนเป็นเบื้องหลังอีกที)

แต่มันก็มีจังหวะให้หัวใจ ‘แกว่งไกว’ อยู่เหมือนกัน ตอนที่เห็นเมืองนิวยอร์ก เฉลิมฉลองชัยบาสเก็ตบอล NBA ครั้งล่าสุดนี้

เรื่องคือว่า ช่วงเวลาทับซ้อนกันระหว่างการมาถึงของเวิลด์คัพ สหรัฐฯ ก็มีการแข่งขัดนัดสำคัญของพวกเขาเช่นกัน นั่นคือบาสเก็ตบอล NBA รอบไฟนอล อันเป็นการเจอกันระหว่างทีม นิวยอร์ค นิกส์ กับ แซนแอนโทนีโอ สเปอร์ส และผลคือนิกส์เอาชนะไปได้ 4-1 เกม และเป็นการคว้าแชมป์ในรอบห้าสิบปี (!!) มันจึงกลายเป็นการแข่งขันนัดสำคัญระดับประวัติศาสตร์ ที่คนแห่ออกมาฉลองกันจนนิวยอร์กราบเป็นหน้ากลองในคืนเดียว ประมาณกันว่า มีคนราวหนึ่งในสี่ของนิวยอร์ก ออกมาร่วมแสดงความยินดีต่อการคว้าชัยในครั้งนี้ และคงเป็นไม่กี่ครั้งที่มหานครซึ่งมีภาพจำแห่งความเมินเฉย เหินห่างและเคร่งเครียด เต็มไปด้วยผู้คนยิ้มร่า แบ่งปันอาหาร ร่วมกันเก็บกวาดถนนร่วมกันกับคนแปลกหน้า

กลางมิถุนายนนั้น ชัยชนะของนิคส์ทำให้นิวยอร์กกลายเป็นแดนยูโทเปียในพริบตา และย้ำชัดเมื่อ โซห์ราน มัมดานี (Zohran Mamdani) นายกเทศมนตรีนิวยอร์กมุสลิม เชื้อสายอูกันดา ที่เป็นแฟนตัวยงของนิคส์ (และขออธิบายเพื่อเพิ่มความดราม่ากว่านั้น เขาเป็นแฟนฟุตบอลทีมอาร์เซนอล ที่เพิ่งคว้าแชมป์ครั้งแรกในรอบ 22 ปีมาหมาดๆ ด้วย) กล่าวสปีชถึงชัยชนะในครั้งนี้ และผู้คนแห่งมหานครนิวยอร์กว่า “เมื่อนิคส์ชนะ เมืองเราก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อนบ้านเชื้อเชิญคนบ้านใกล้เรือนเคียง คนแปลกหน้าทักทายกันริมถนน พนักงานขับรถไฟใต้ดินประกาศเสียงตามสายอย่างรื่นเริงใจ และคนขับรถประจำทางก็โลดเต้นอยู่หลังพวงมาลัยของตัวเอง

“บ่อยครั้ง เมื่อเมืองรวมใจเป็นหนึ่งเดียว มันมักเกิดจากความเจ็บปวดจากโศกนาฏกรรม และก็ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีอะไรเช่นนี้ ที่ในครั้งนี้ เราร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความสุขใจ และตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราจะจดจำความรู้สึกที่เมืองทั้งเมืองเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนี้ไว้ เป็นเมืองที่มีชีวิต และเป็นเมืองที่เปี่ยมสุขโดยแท้จริง”

ก็จริงอยู่ที่นิวยอร์กไม่ได้กลมเกลียว เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งผองหลังการแข่งขันจบลง แถมว่าไปแล้ว ป่านนี้ผู้คนคงกลับมาเคร่งเครียด หยุดทักทายคนแปลกหน้าริมถนน บนรถไฟไต้ดิน กลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันอันเต็มไปด้วยความเร่งรีบตามประสามหานคร หากแต่อย่างน้อยที่สุด มันก็ยังเห็น ‘เค้าลาง’ ในการจะสร้างเมืองที่ดี ปักหมุดหมายให้คนมีความหวังอีกครั้งผ่านนโยบายต่างๆ ของมัมดานี (และก็อีกเช่นกัน ว่าคงต้องมองเป็น ‘เกมยาว’ ของเขาในสนามของการเป็นนายกเทศมนตรีนี้)

กลับมาที่เวิลด์คัพ ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีช่วงเวลาแห่งความ ‘เป็นหนึ่งเดียว’ เกิดขึ้นเลย เพราะตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ที่กินเวลากว่าหนึ่งเดือน ภาพแฟนบอลชาวสก็อตแลนด์ที่ปีนเอากรวยขึ้นไปวางบนหัวอนุสาวรีย์และรูปปั้นทั่วบอสตัน (และดวดเบียร์จนเหือดทั้งเมือง), กองทัพสีส้มของทีมชาติเนเธอร์แลนด์, คลื่นไวกิ้งชาวนอร์เวย์ที่ออกพายเรือบนอัฒจรรย์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เชื่อมร้อยความเป็นมนุษย์ต่อผู้คนอื่นๆ หรือแม้แต่ช่วงเวลาใจสลายที่ทีมพ่ายแพ้ เราก็เห็นการประคับประคองและโอบกอดกันและกัน ทั้งจากนักเตะและทั้งจากแฟนบอลทั่วสนาม

มหกรรมกีฬาขนาดใหญ่อย่างเวิลด์คัพ -หรือแม้แต่ NBA และกีฬาอื่นๆ- มันพิเศษเช่นนี้ ด้านหนึ่งแล้ว มันทำให้เรายังเชื่อในความเป็นมนุษย์ของผู้คนรอบๆ เชื่อว่าใบหน้าซึ่งเราไม่คุ้นเคยนั้น จะอย่างไรก็ยังเป็นมนุษย์เหมือนเรา รู้สึกรู้สาเหมือนเรา ร่วมใจส่งเสียงเชียร์กีฬาเช่นเดียวกับเรา แม้จะคนละทีม

แต่ฟุตบอลหรือกีฬาก็ไม่ใช่เป็นยาวิเศษโดยตัวมันเอง มันไม่ได้ปรากฏกายขึ้นแล้วความขัดแย้งในสังคมจะหายไป เราอาจกอดคอร่วมกันเชียร์กีฬาด้วยกันได้ตลอดระยะเวลาเก้าสิบนาที แล้วที่เหลือจากนั้น ในวันหลังจากนี้ ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หรือปีต่อๆ ไป เมื่อการเมืองโลกยังเปราะบาง นโยบายของผู้นำประเทศที่อุมอำนาจและทรัพยากรในมือ ยังมุ่งสร้างความรุนแรง และปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ปล่อยให้การคุกคาม สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้

จะจัดเวิลด์คัพอีกกี่ครั้ง ลงสนามอีกกี่หน ความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนคงไม่เกิดขึ้นโดยง่ายนัก

world cup ฟุตบอลโลก

เรื่อง: พิมพ์ชนก พุกสุข

ฝันอยากไปดู โคบี ไบรอันต์ ลงเล่นในลีก NBA แต่จนไบรอันต์รีไทร์ไปแล้วก็มีเงินติดตัวเดินทางไปได้ไม่ถึงสุวรรณภูมิ