ไม่ลงแข่ง Food Delivery แต่ขอครองถนน เปิดวิธีคิด "Bolt" ปั้นพอร์ต 2 ล้อโตเกิน 50% ลุยตลาดภูธร - Marketeer Online
ในสมรภูมิแพลตฟอร์มเรียกรถ (Ride-hailing) ของเมืองไทยที่มีผู้เล่นรายใหญ่ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด หนึ่งในแบรนด์ที่สร้างแรงกระเพื่อมและเติบโตอย่างต่อเนื่องจนก้าวขึ้นมาติดกลุ่มผู้เล่นแถวหน้าคือ Bolt (โบลท์)
ท่ามกลางกระแสที่หลายค่ายพยายามผันตัวไปทำซูเปอร์แอป หรือโดดลงไปเล่นในตลาดส่งอาหาร (Food Delivery) แต่สำหรับ Bolt ประเทศไทย กลับเลือกเดินเกมที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการประจำโบลท์ ประเทศไทย ได้เปิดเผยมุมมองธุรกิจและกลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จ พร้อมตอบคำถามสำคัญว่าทำไมวันนี้ Bolt ถึงขอปักหลักสู้บนท้องถนนเพียงอย่างเดียว
ไม่ลงแข่ง Food Delivery เพราะขอโฟกัสสนามที่เชี่ยวชาญ
เมื่อถามถึงโอกาสในการแตกไลน์ธุรกิจไปสู่ Food Delivery เหมือนในต่างประเทศ
ณัฐดนย์ กล่าวว่า แม้ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Bolt จะเริ่มมีบางโมเดลธุรกิจที่ขยายออกไปบ้างแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย บริษัทยังอยู่เพียงขั้นตอนการศึกษาตลาดและความเป็นไปได้เท่านั้น
เหตุผลสำคัญคือ ตลาดส่งอาหารในไทยมีการแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้นอย่างมาก Bolt จึงเลือกที่จะไม่กระโดดเข้าไปร่วมสงครามราคาในตลาดดังกล่าว แต่เลือกที่จะโฟกัสทรัพยากรทั้งหมดไปกับการบริหารจัดการบริการ Ride-hailing ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในเรื่องความคุ้มค่าของราคา คุณภาพ และการดูแลพาร์ตเนอร์คนขับ
“ในภูมิภาคอาจจะมีโมเดลอื่นขยายไปบ้าง แต่สำหรับไทย เรายังอยู่แค่ขั้นศึกษา เพราะตลาด Food Delivery แข่งขันกันดุเดือดมาก โฟกัสหลักของเราตอนนี้จึงยังเป็นการบริหาร Ride-hailing ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการพาคนขับเข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย และสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้ผู้โดยสารแบบ 100%”
เจาะอินไซต์คนเมือง ปั้นพอร์ต 2 ล้อกินสัดส่วนเกิน 50% ชูหัวใจความเร็ว 3 นาที
ถ้าดูตัวเลขการใช้งานของ Bolt ในไทยปัจจุบัน จุดที่น่าสนใจมาก ๆ คือยอดการเรียกใช้บริการมาจาก รถ 2 ล้อ (มอเตอร์ไซค์) มากกว่า 50% ของ Volume ทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม
เบื้องหลังที่ทำให้พอร์ต 2 ล้อกลายเป็นตัวทำเงินหลัก เกิดจากการเข้าใจพฤติกรรมคนเมืองจริง ๆ ที่ต้องเจอศึกหนักกับรถติดทุกวัน ทำให้เรื่องความคล่องตัวและเวลาในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ไม้เด็ดที่ Bolt ใช้มัดใจคนเมืองได้อยู่หมัด คือเวลารอรถเฉลี่ยที่ไวมาก แค่ประมาณ 3 นาทีเท่านั้น
การรอรถที่สั้นระดับนี้ มันตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนทำงานในชั่วโมงเร่งด่วนได้ตรงจุด เพราะการได้รถเร็ว ซอกแซกได้ไว คือเหตุผลแรก ๆ ที่คนตัดสินใจกดเรียก
พอบวกกับ โครงสร้างราคาเริ่มต้นที่สบายกระเป๋าและสมเหตุสมผล ยิ่งทำให้ผู้โดยสารกลับมาเรียกซ้ำบ่อย ๆ 2 ล้อเลยไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกเสริม แต่กลายเป็นหัวหอกหลักในการขยายฐานลูกค้าของ Bolt ไปเรียบร้อยแล้ว

กลยุทธ์ปักหมุดเมืองรอง ภาคใต้โตแรงจากท่องเที่ยว
นอกจากในกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว Bolt ยังเดินหน้าบุกตลาดต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งหัวเมืองหลักและเมืองรอง ในภาคอีสาน แพลตฟอร์มเริ่มเข้าไปปักธงที่ ขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งได้เสียงตอบรับจากคนพื้นที่ค่อนข้างดี
ส่วนภาคใต้ ถือเป็นโซนยุทธศาสตร์ที่โตแรงมาก นอกจากเมืองหลักอย่าง ภูเก็ต ที่ติดลมบนไปแล้ว การขยายไปเมืองรองอย่าง สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ก็มียอดเติบโตที่ดีมาก ๆ ตัวหนุนสำคัญของภาคใต้คือการท่องเที่ยว เพราะลูกค้ามีทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมักไม่ได้อยู่ที่เดียว แต่เดินทางข้ามเมืองและเปลี่ยนจุดหมายตลอดทริป ทำให้เกิดการหมุนเวียนเรียกใช้บริการรถตลอดเส้นทาง
ชูคอมมิชชั่น 22% ดึงดูดคนขับ รักษาสมดุลราคาเพื่อผู้บริโภค
ในการแข่งขันของตลาดที่มี Big Player อยู่ราว ๆ 3 เจ้า ทาง ณัฐดนย์ มั่นใจว่า Bolt อยู่ในกลุ่ม Top 3 แน่นอน แม้บางเจ้าจะทำการตลาดจนคนจำชื่อได้ง่าย แต่ Bolt เลือกใช้จุดแข็งเรื่อง โครงสร้างค่าคอมมิชชั่นเป็นตัวเดินเกม
สำหรับบริการ รถ 2 ล้อ Bolt เก็บค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ 19% ขณะที่รถยนต์ 4 ล้อ เก็บอยู่ที่ราว 22% ซึ่งถือว่ารายได้ส่วนใหญ่ยังเข้ากระเป๋าคนขับเต็ม ๆ และยังเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเจ้าตลาดเดิม
การคุมคอมมิชชั่นไม่ให้สูงเกินไป ช่วยให้ Bolt ตั้งราคาค่าโดยสารในระดับที่แข่งขันได้ สบายกระเป๋าคนนั่ง ในขณะที่ฝั่งคนขับก็ยังมีรายได้ที่คุ้มค่ากับการวิ่งงาน
ภารกิจจัดระเบียบรับเส้นตาย 30 กันยายน ตั้งเป้าดึงคนขับถูกกฎหมาย 100%
โจทย์ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมในขณะนี้ คือช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อจัดระเบียบคนขับให้เข้าสู่ระบบตามกฎหมายและข้อกำหนดของภาครัฐภายใน เส้นตายวันที่ 30 กันยายนนี้
ปัจจุบันประเมินว่า มีคนขับในระบบทั่วทั้งอุตสาหกรรมราว ๆ 400,000 คน ซึ่งในปีนี้สามารถดึงคนขับเข้าสู่ระบบถูกกฎหมายได้แล้วประมาณ 100,000 คน โดยมีเป้าหมายผลักดันให้คนขับมีใบขับขี่สาธารณะครบ 100% เต็ม
ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้มีความเสี่ยงสูงที่คนขับอาจจะกังวลเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำใบขับขี่สาธารณะ การทำประกันภัย และขั้นตอนที่ต้องหยุดวิ่งงานจนตัดสินใจออกจากระบบไป Bolt จึงแก้เกมเพื่อรักษาคนขับไว้ในระบบ ดังนี้
- จัดแคมเปญ Boost ซัพพอร์ตต้นทุน ปรับลดค่าคอมมิชชั่นพิเศษเป็นขั้นบันได เช่น ลดเหลือ 6% หรือ 5% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเรื่องเอกสารและประกัน
- เปิดรอบพิเศษวันเสาร์ ประสานงานกับกรมการขนส่งทางบกเปิดรอบบริการวันเสาร์สำหรับคนขับ Bolt โดยเฉพาะเพื่อไม่ให้เสียรายได้จากการหยุดวิ่งงาน
- ตัดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ปรับจากเดิมที่คนขับต้องเดินทางไปยื่นเรื่องรอผลตรวจประวัติอาชญากรรมที่ สน. ซึ่งใช้เวลานาน ให้เปลี่ยนมาเป็นระบบการตรวจและยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ที่สะดวกรวดเร็วและแม่นยำขึ้น
ยกระดับความปลอดภัยด้วย AI กรองคนขับ 24 ชม. ขยายฐานสู่กลุ่ม High-End
ความได้เปรียบในการแข่งขันยุคนี้ Bolt มองว่าอยู่ที่ มาตรฐานความปลอดภัยและการสร้างความเชื่อมั่น ได้แก่
- คัดกรองเข้มงวดตั้งแต่ขาเข้าปัจจุบัน Bolt มีนโยบายคัดกรองคนขับที่เข้มข้นขึ้น โดยคนขับใหม่ที่เข้ามาต้องมีใบขับขี่ถูกต้องตามระเบียบ และคัดกรองคนขับเดิมในระบบอย่างต่อเนื่อง
- นำ AI เข้ามาช่วยตรวจจับและดูแล 24 ชั่วโมง ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจสอบเอกสาร ตรวจประวัติ และดูแลความปลอดภัยของระบบตลอด 24 ชั่วโมง
- ฟีเจอร์ความปลอดภัยบนแอป มีทั้งระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน และการติดตามการเดินทางแบบเรียลไทม์
การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยนี้ นอกจากจะตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่แล้ว ยังเป็นหัวใจสำคัญในการ ขยายฐานผู้ใช้งาน
จากเดิมที่ Bolt แข็งแกร่งมากในกลุ่มวัยรุ่นและ Gen Z แพลตฟอร์มกำลังสยายปีกไปสู่กลุ่มคนทำงาน วัยผู้ใหญ่ และกลุ่มผู้ใช้งานระดับบนที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อเที่ยวให้เติบโต
ภาพรวมตลาดโต 9-10% แต่ Bolt ปักธงโตแรงระดับ ‘ดับเบิ้ลดิจิต’
ณัฐดนย์ ประเมินว่า ภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องราว ๆ 9–10% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ดีและสะท้อนว่าตลาดยังมีความต้องการเดินทางอีกมาก แต่สำหรับเป้าหมายของ Bolt ในปีนี้ มองเผยว่าไม่ได้มองแค่การเติบโตล้อไปตามค่าเฉลี่ยของตลาดเท่านั้น
แต่ Bolt ตั้งเป้าการเติบโตไว้ในระดับ Double-digit เป้าหมายนี้คือบันไดก้าวสำคัญที่ Bolt จะใช้เร่งเครื่องเพื่อชิงและขยายส่วนแบ่งการตลาด ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ทั้งอุตสาหกรรมจะต้องเจอแรงกดดันจากต้นทุนค่าน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้นก็ตาม แต่ด้วยโมเดลคอมมิชชั่นที่ต่ำกว่าและโครงสร้างราคาที่สมเหตุสมผล Bolt มั่นใจว่าจะสามารถเร่งสปีดผลักดันให้ยอดการใช้งานเติบโตทะลุเป้าได้อย่างแน่นอน