EGAT Innovation ESG ปั้นต้นแบบสังคมคาร์บอนต่ำ

การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเร่งสู่การปฏิบัติจริง และเป็นโจทย์ที่ “นรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยืนยันว่า “ไม่มีองค์กรใดแก้ได้เพียงลำพัง ที่สำคัญต้องทำให้องค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์พัฒนาเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหาได้จริง ๆ”

เปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว

ผู้ว่าการ กฟผ. ได้กล่าวในพิธีเปิด “โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 :Green Innovation for ESG & Circular Future” ว่า กลยุทธ์การลดคาร์บอนภายในองค์กรต้องขยายบทบาทเป็นผู้สร้าง Innovation Ecosystem ที่เชื่อมโยง กฟผ. เข้ากับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันนวัตกรรมจากแนวคิดสู่การใช้งานจริง

กลยุทธ์ดังกล่าววางอยู่บนหลักคิด 5 ด้าน ได้แก่ การขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมสู่การใช้งานจริงในทุกภาคส่วน, การเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, การผลักดันผลงานเข้าสู่มาตรฐานและฉลากคาร์บอน เพื่อเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ, การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม และการเสริมภาพลักษณ์ผู้นำด้าน Green Innovation ควบคู่การพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่

ทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง กฟผ.เผยว่า ตนเริ่มต้นด้วยการชวนมองรอบตัว ว่าคอนกรีตคือวัสดุที่แทรกอยู่ในทุกโครงสร้างของชีวิตประจำวัน เป็นวัสดุสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันการผลิตคอนกรีตปริมาณมากก็ใช้ทรัพยากรและพลังงานมหาศาล จนก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกจำนวนไม่น้อย คำถามคือจะเลิกใช้คอนกรีตได้หรือไม่ คำตอบที่ชัดเจนคือทำไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำแทนคือพัฒนาให้คอนกรีตตอบโจทย์การพัฒนา พร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในอดีตประเด็นสิ่งแวดล้อมมักถูกมองเป็นต้นทุนหรือข้อจำกัดทางธุรกิจ แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสร้างความสามารถในการแข่งขัน เป็นความท้าทายที่จะเปลี่ยนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจสีเขียว ผ่านเทคโนโลยีใหม่และคุณค่าใหม่ ซึ่งเป็นที่มาของโจทย์ “Sustainable Concrete” ในปีนี้

ประกวดนวัตกรรมใช้งานได้จริง

ปีนี้โครงการแบ่งเป็น 2 สนามแข่งขัน สนามแรก คือ “Circular Innovation Challenge” เปิดกว้างสำหรับอาจารย์ นิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้นำเสนอไอเดียที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AI, IoT หรือ Data Analytics ผสานกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดของเสียลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผู้ชนะเลิศได้เงินรางวัล 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้ 30,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้ 20,000 บาท

สนามที่สอง คือ “Sustainable Concrete” ที่นายทิเดชอธิบายว่า กฟผ. มีวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้า ทั้งเถ้าลอยลิกไนต์ เถ้าหนักลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์ ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ส่งมอบเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์แล้วราว 28 ล้านตัน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกือบ 24 ล้านตัน เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ราว 2,000 ล้านต้น หรือคิดเป็นพื้นที่ป่าเกือบ 2 ใน 3 ของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสียที่ต้องจัดการ สามารถเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง

แต่โจทย์ปีนี้ไปไกลกว่าการนำวัตถุพลอยได้ไปทดแทนวัสดุเดิมเพียงอย่างเดียว ทิเดชย้ำว่าต้องผสานความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ วิศวกรรม การบริหารจัดการคาร์บอน และการพัฒนาธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับวัตถุพลอยได้ของ กฟผ. ให้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ก่อสร้างแห่งอนาคต โดยเปิดให้ผู้เข้าร่วมนำวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ของตนมาผสมผสาน ผ่านเทคโนโลยี Geopolymer และ Alkali Activated Materials ที่ช่วยลดการพึ่งพาปูนซีเมนต์

ทั้งนี้ผลงานต้องผ่านเกณฑ์ครบทุกด้าน ทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย ความทนทาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เพราะคำว่าคาร์บอนต่ำต้องมีข้อมูลชัดเจน คำนวณได้ และตรวจสอบย้อนหลังได้

โจทย์ของ Sustainable Concrete ต้องการนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ครบทุกด้าน ทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนที่แข่งขันได้ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมสู่ธุรกิจที่เป็นจริง

นวัตกรรมที่ดีไม่ควรหยุดอยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องพัฒนาไปสู่การผลิต การตลาด และการใช้งานจริง โดย กฟผ. พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทรัพยากร องค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และตลาดเข้าด้วยกัน

ผู้เข้าร่วมจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญผ่านกิจกรรม Boot Camp ทั้งด้านเทคโนโลยี แผนธุรกิจ และการประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการต่อยอดสู่ฉลากคาร์บอนและการเข้าสู่บัญชีสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง กฟผ. เองก็จะพิจารณานำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมมาใช้ในโครงการของตนเองเพื่อเป็นต้นแบบให้หน่วยงานภายนอกเห็นภาพชัดเจนขึ้นด้วย

รางวัลของโจทย์นี้จึงสูงกว่าสนามแรกโดยผู้ชนะเลิศได้ 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้ 75,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้ 50,000 บาท รวมเงินรางวัลทั้งโครงการกว่า 325,000 บาท และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน กฟผ. นำไปต่อยอดเป็นธุรกิจนวัตกรรมหรืองานวิจัยที่ใช้งานได้จริงต่อไป

ทิเดชทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องการจากโครงการนี้คือการสร้างระบบนิเวศของวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เคยมีมูลค่าจำกัดให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นนวัตกรรมใช้งานได้จริง และเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

โครงการเปิดรับสมัครวันนี้-4 กันยายน 2569 จะคัดทีมเข้ารอบโครงการละ 8 ทีมเข้าสู่ Boot Camp ก่อนเหลือโครงการละ 3 ทีมเข้าสู่รอบพัฒนาผลงานเข้มข้น พร้อมงบฯ สนับสนุนต้นแบบ ก่อนโชว์ผลงานจริงในวัน Demo Day & Award Ceremony 16 ธันวาคม 2569

ผลงานที่มีศักยภาพจะถูกเชื่อมต่อกับ กฟผ. ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2570 เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรม งานวิจัย หรือการใช้งานจริงต่อไป