นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิส เดินหน้าร่วมมือทุกมิติ ดันตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 สิงหาคม ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเปโดร สวาห์เลน (H.E. Mr. Pedro Zwahlen) เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีขอบคุณเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ชื่นชมความก้าวหน้าของความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งการผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA (European Free Trade Association ประกอบด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์) ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพัฒนาที่ยั่งยืน และการศึกษา โดยยืนยันว่าไทยให้ความสำคัญต่อสมาพันธรัฐสวิสในฐานะหุ้นส่วนสำคัญ และสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

ทั้งสองฝ่ายหารือในประเด็นสำคัญ ดังนี้ ด้านความสัมพันธ์ไทย-สมาพันธรัฐสวิส นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลสมาพันธรัฐสวิสที่สนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมยินดีต้อนรับประธานาธิบดีสมาพันธรัฐสวิสที่จะเดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปี IMF และ World Bank ในเดือนตุลาคมนี้ โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระดับผู้นำ ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน นวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน รวมทั้งยินดีที่คณะนักธุรกิจสวิสจะเยือนไทยด้วย

ขณะที่เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสชื่นชมความมุ่งมั่นของไทยในการดำเนินกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และยืนยันที่จะสนับสนุนความร่วมมืออย่างเต็มที่

ด้านความร่วมมือเศรษฐกิจ การลงทุน ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสมาพันธรัฐสวิสเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในยุโรปและในกลุ่ม EFTA พร้อมสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ EEC และ EECi รวมถึงความร่วมมือด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีการแพทย์ การผลิตขั้นสูง เศรษฐกิจ BCG และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน (B2B) ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งยินดีต่อความคืบหน้าของความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA และเชื่อมั่นว่าจะมีผลบังคับใช้โดยเร็ว

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสร้างไว้ จะเป็นแรงสนับสนุนให้ความร่วมมือระหว่างไทยและสมาพันธรัฐสวิสพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต