“อาลก โลเฮีย” ชี้ไทยฐานแข็งแกร่ง ดันกรุงเทพสู่ฮับสำนักงานใหญ่ แนะรัฐเร่ง EEC สู้เวทีโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอาลก โลเฮีย รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL กล่าวบนเวที “THAIRATH FORUM 2026 : THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER” ซึ่งจัดโดยไทยรัฐกรุ๊ป เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ในหัวข้อการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกว่า การดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและวิกฤตหลายรูปแบบ ทำให้บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ (Resilience) และการกระจายความเสี่ยง
นายอาลก กล่าวว่า IVL ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 35 ปี และผ่านวิกฤตสำคัญหลายครั้ง โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงถึง 15% และวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 โดยบทเรียนสำคัญจากวิกฤตดังกล่าวคือ การบริหารจัดการความเสี่ยงและการไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
IVL เริ่มต้นธุรกิจจากเงินทุนประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐในประเทศไทยเมื่อปี 2531 ก่อนขยายฐานการผลิตไปยังตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันมีฐานการผลิตมากกว่า 100 แห่งทั่วโลก และเริ่มขยายเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2545 โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการบูรณาการห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Integration) ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างขนาดธุรกิจ (Scale) และเพิ่มความแข็งแกร่งในการแข่งขัน
สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน นายอาลก กล่าวว่า ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทในระดับรุนแรงเท่ากับวิกฤตพลังงานและวัตถุดิบที่เกิดขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เนื่องจากที่ผ่านมา IVL ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจและกระจายฐานการผลิตเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ในภูมิภาคต่างๆ ทั้งสหรัฐฯ บราซิล ยุโรป และเอเชีย
ทั้งนี้ การกระจายฐานการผลิตดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกได้ดีขึ้น โดยนายอาลกมองว่า ในปี 2569 บริษัทเริ่มได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างและการจัดวางฐานการผลิตในแต่ละภูมิภาคอย่างเต็มที่มากขึ้น
นายอาลก กล่าวว่า แม้ IVL จะมีฐานลูกค้าและการดำเนินธุรกิจอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก แต่ประเทศไทยยังคงเป็น “บ้าน” และเป็นฐานสนับสนุนที่มีความสำคัญต่อบริษัท โดยไทยมีระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งและครบถ้วน ทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร การแพทย์ และธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว (Hospitality)
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน ขณะที่เสถียรภาพของค่าเงินและระดับอัตราดอกเบี้ยถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม
นายอาลกมองว่า ด้วยปัจจัยพื้นฐานดังกล่าว กรุงเทพฯ มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ (Headquarters) ของบริษัทข้ามชาติ และสามารถใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน IVL ยังคงเดินหน้าดึงดูดพันธมิตรระดับโลกและเทคโนโลยีใหม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยยกตัวอย่างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลจากญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเพิ่มศักยภาพของไทยในการรองรับการลงทุนรูปแบบใหม่
สำหรับทิศทางการขยายการลงทุนในอนาคต นายอาลก กล่าวว่า ตลาดอินเดียซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่เริ่มมีการแข่งขันที่สูงและมีความหนาแน่นมากขึ้น ทำให้ IVL ให้ความสนใจกับตลาดใหม่ที่ยังมีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง
โดยบริษัทมองว่าทั้งสองภูมิภาคยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจและสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ เนื่องจากเป็นตลาดที่ยังมีพื้นที่สำหรับการเติบโตและการพัฒนาธุรกิจเมื่อเทียบกับตลาดที่มีการแข่งขันสูงแล้ว
นายอาลก กล่าวว่า บทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงและการไม่ก่อหนี้เกินตัว อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ไทยจำเป็นต้องมองวิกฤตเป็นโอกาสในการปรับตัว โดยเฉพาะการเปิดประเทศเพื่อรับการลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งจากการลงทุนในประเทศและการออกไปลงทุนในต่างประเทศ
ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบในด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งสามารถใช้เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจได้ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่เข้ามาพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไท
นายอาลก ยังเสนอว่า ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนพลังงานไม่ให้ปรับตัวสูงเกินไปจนกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ในยุโรปที่ต้นทุนพลังงานกลายเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจไทยควรเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเปิดกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการพลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งและการบิน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการเดินทางและการขนส่ง (Transit Hub) ในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเดินหน้าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเร่งรัดโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อสร้างแรงส่งให้กับการลงทุนภาคเอกชนและใช้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
โดยภาพรวม นายอาลกมองว่า การสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยทั้งการรักษาจุดแข็งเดิม การเปิดรับการลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลกและสร้างโอกาสการเติบโตได้อย่างยั่งยืน