ปลดล็อก Ease of Doing Business พร้อมตั้งองค์กรกลางรวมศูนย์ดูแลนักลงทุนต่างชาติ ทางรอดสำคัญช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทย
ท่ามกลางคลื่นความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางทางยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสนใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร Bank of America สาขาประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD หลังได้รับฟังข้อมูลจากประชุม MF and World Bank Group Annual Meetings 2026 ถึงโอกาส ความพร้อม และ ‘คอขวด’ สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งปลดล็อก โดยเฉพาะประเด็น Ease of Doing Business และการจัดตั้ง ‘องค์กรกลาง’ เพื่อดูแลนักลงทุนอย่างครบวงจร
อรกัญญา พิบูลธรรม ระบุว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำด่วนที่สุดเพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติให้กลายเป็นการลงมือลงทุนจริง (Action) คือการปรับปรุงความง่ายในการทำธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business ซึ่งเป็นมาตรการที่ ‘ไม่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว’
หัวใจสำคัญของการปฏิรูป Ease of Doing Business มี 2 ส่วนหลัก ดังนี้
- กระบวนการออกกฎหมายและข้อบังคับที่ไม่สร้าง Surprise: รัฐบาลควรจัดทำรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทุกฝ่ายล่วงหน้าก่อนออกกฎเกณฑ์ใหม่ เพื่อให้ภาคธุรกิจตั้งรับและปรับตัวได้ทัน
- การจัดตั้ง ‘องค์กรกลางรวมศูนย์’ (One-Stop Agency): บูรณาการหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), กรมสรรพากร, กรมการจัดหางาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ให้อยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน
“BOI พยายามอย่างมากในการเชิญชวนนักลงทุนมาประเทศไทย แต่เมื่อนักลงทุนมาถึง กลับต้องเจอกับขั้นตอนที่ซับซ้อน ติดขัดหลายหน่วยงาน ทำให้การแปลงแอปพลิเคชันการลงทุน (Application) ให้กลายเป็นการลงทุนจริง (Reality) เกิดขึ้นได้อย่างล่าช้า” อรกัญญา พิบูลธรรม
หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ การจัดตั้งบริษัทสามารถทำผ่านระบบออนไลน์เสร็จสิ้นภายใน 2 วัน ขณะที่ประเทศไทยยังต้องใช้เวลานานเป็นเดือน มีขั้นตอนเอกสารจำนวนมาก และยังไม่สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ถอดรหัสสูตร 3Cs เช็กลิสต์ศักยภาพไทยในสายตาทุนโลก
จากประสบการณ์การทำงานในสมาคมหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) และสถาบันการเงินระดับโลก อรกัญญา สะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของประเทศผ่านกรอบ 3Cs (CCE Framework)
- Consistency (ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย): ประเทศไทยสอบผ่านในจุดนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความเสถียรภาพ และทีมงานด้านเศรษฐกิจมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน ทำให้การขับเคลื่อนและตกลงนโยบายมีความราบรื่น
- Certainty (ความแน่นอนของโครงสร้างพื้นฐาน): ประเทศไทยมีความพร้อมสูง ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา และพลังงานสะอาด (Clean Energy) มีเพียงประเด็นเดียวที่ต้องเร่งสปีดคือการพัฒนาแรงงานทักษะสูง (High-Skill Labor)
- Efficiency (ประสิทธิภาพกระบวนการ): ตัววัดสำคัญคือ Ease of Doing Business ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญและจับตามองมากที่สุดในขณะนี้
บทพิสูจน์ความตื่นตัว UNGA Roadshow และทัพผู้บริหารระดับโลกบุกไทย
จากงาน UN General Assembly (UNGA) ที่นิวยอร์ก ซึ่งทีมงาน Bank of America ร่วมจัดงานให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูลและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจไทยได้พบปะกับนักลงทุนต่างชาติ โดยใช้เวลาเตรียมการไม่ถึง 3 สัปดาห์ แต่กลับได้รับผลตอบรับเป็นปรากฏการณ์ทีดี ดังนี้
- การเจอกันตัวต่อตัว (1-on-1): CEO จาก PIMCO กองทุนตราสารหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าพบผู้นำไทยด้วยตนเอง
- สถาบันการเงินในตลาดทุน: จองสล็อตการประชุมเต็ม 30 ที่นั่งภายในเวลาไม่ถึง 7 วัน
- บิ๊กเทคระดับโลก: ประธานด้านธุรกิจต่างประเทศของ Google ให้การต้อนรับคณะผู้แทนไทยในการเยี่ยมชมไซต์งาน Hudson Yards ด้วยตนเอง
- ความสนใจ IMF – World Bank: ในการประชุมประจำปี IMF – World Bank ณ กรุงเทพฯ Bank of America ได้ส่งทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญบินเข้าร่วมงานกว่า 100 คน (จากปกติ 40-50 คน) สะท้อนว่าประเทศไทยและอาเซียนคือศูนย์กลางความสนใจของทุนโลก ขณะเดียวกัน IMF ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยขึ้นเป็น 2.1%
อุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และโอกาสจากห่วงโซ่อุปทานโลก
ในแง่อุตสาหกรรมเป้าหมาย นักลงทุนอเมริกันและต่างชาติให้ความสนใจในกลุ่ม AI, Digital Infrastructure, Data Center, แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และ Hard Disk Drive (HDD)
เนื่องจากประเทศไทยวางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Neutrality) จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของบริษัทชั้นนำจากไต้หวันในการย้ายฐานการผลิต PCB นอกจากนี้ ไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน (Financial Infrastructure) และโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย (Legal Infrastructure) ที่เข้มแข็งและได้เปรียบหลายประเทศในภูมิภาค
สำหรับคู่แข่งในอาเซียนอย่างมาเลเซีย แม้จะก้าวหน้าในอุตสาหกรรม Semiconductor จนครอบครองสัดส่วน 15% ของ Global Output แต่เนื่องจากเค้กการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มีขนาดใหญ่มาก ประเทศไทยจึงมีโอกาสสูงมากในการรองรับเม็ดเงินการลงทุนส่วนขยายที่ล้นออกมา
AI – สังคมสูงวัย และการยกระดับ SME ผ่าน Supply Chain Financing
ในประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี อรกัญญา มองว่า การเข้ามาของ AI ถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย (Aging Society) เต็มตัว โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกินกว่า 20% ของประชากร AI จะเข้ามาช่วยชดเชยการขาดแคลนแรงงาน โดยนักลงทุนในยุคปัจจุบันไม่ได้มองหาแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่มองหาแรงงานที่มีคุณภาพ (Quality Labor) และการศึกษาระดับสูง
ส่วนการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานราก เมื่อบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน 1 ราย จะเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (SMEs) ถึง 100-200 ราย ธนาคารแห่งอเมริกาจึงให้ความสำคัญกับ Supply Chain Financing อย่างไรก็ดี ปัญหาของ SMEs ไทยคือคุณภาพสินเชื่อและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มักระมัดระวังการปล่อยกู้
ทางออกจึงต้องเกิดจากความร่วมมือระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กระทรวงการคลัง และภาคเอกชน โดยหากรัฐบาลเข้ามาช่วยกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ (Credit Guarantee) ก็จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs มากยิ่งขึ้น