"เอกนิติ" ไม่ปิดประตูลดภาษีน้ำมัน แต่ต้องให้ถูกจังหวะ หวั่นกระทบวินัยการคลัง มีลุ้นอุ้ม E20-B20 : อินโฟเควสท์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงข้อเสนอให้นำเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เหลืออยู่ในส่วนการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง มาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ว่า ประเทศไทยมีเครื่องมือในการดูแลราคาพลังงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2.การขอความร่วมมือนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน และ 3.การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
โดยที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่ได้นำมาตรการลดภาษีสรรพสามิตมาใช้ เนื่องจากหากลดภาษีจะทำให้รายได้ของรัฐลดลง ขณะที่รายจ่ายยังคงสูง ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินชดเชยอยู่ดี
อย่างไรก็ดี หากจำเป็นต้องนำเครื่องมือด้านภาษีสรรพสามิตมาใช้ รัฐบาลกำลังพิจารณาเงื่อนไขให้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันในบางประเภท เช่น E20 และ B20 ซึ่งน้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ มีส่วนผสมของเอทานอล และไบโอดีเซลสูง เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลดภาษีตกอยู่กับเกษตรกรไทยโดยตรง เนื่องจากน้ำมัน E20 ใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อย และมันสำปะหลัง ส่วนไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันปาล์ม
รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงความสำคัญของการรักษาวินัยทางการคลัง ว่า การดำเนินนโยบายต้องทำอย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ โดยในปีงบประมาณปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือนก.ย.69 นี้ ประเทศไทยมีวงเงินกู้คงเหลือ (Fiscal Room) อยู่อย่างจำกัดเพียง 10,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น ซึ่งหากดำเนินมาตรการลดภาษีโดยไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลัง และก่อให้เกิดวิกฤตทางการคลัง หรือวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นได้
ทั้งนี้ สำหรับปีงบประมาณถัดไป รัฐบาลจะประเมินช่องว่างทางการคลังอีกครั้ง ก่อนพิจารณาตัดสินใจดำเนินนโยบายต่าง ๆ
“สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประเมินในรายงานล่าสุดว่า ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการปัญหาพลังงานได้ดี โดยยังคงรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง” นายเอกนิติ กล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์