สามารถ ขอบคุณศาลยกฟ้อง ไม่ผิดฟอกเงินดิไอคอน จ่อพบปลัดยธ. จี้ตั้งกก.สอบ DSI กลั่นแกล้งหรือไม่

ทนายขอบคุณศาลให้ความยุติธรรม ยกฟ้อง ‘สามารถ แม่ บอสพอล’ ร่วมกันฟอกเงินดิไอคอน กรุ๊ป 2.5 ล้าน ด้านสามารถโวยดีเอสไอกลั่นแกล้ง เมื่อเทียบคดี ‘ส.ส.ภาวุธ-ดาราดัง ฟ.’ เตรียมบุกร้องปลัดกระทรวงยุติธรรมจันทร์นี้

เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 913 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฟอกเงินหมายเลขดำ ฟ 6/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ฟ้องนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทยและอดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ, นางวิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ มารดานายสามารถ และนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล อดีตประธานบริหารบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด และบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำนวน 2.5 ล้านบาท ซึ่งนายสามารถและมารดาได้รับการประกันตัว ส่วนนายนายวรัตน์พลหรืบอสพอลถูกคุมขังในเรือนจำ

ศาลพิเคราะห์แล้ว การนำสืบของโจทก์รับฟังได้เพียงว่า หลังเกิดคดีดิไอคอนจะมีมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้าน พนักงานสอบสวนดีเอสไอผู้รับผิดชอบคดีได้ตรวจพบความเชื่อมโยงระหว่างจำเลยที่ 1-3 และคนรักของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งหมดรับโอนและโอนเงินด้วยบัญชีของตนเองทั้งสิ้น ไม่มีการใช้บัญชีของผู้อื่น การนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินที่มาจากการกระทำความผิด และไม่มีการปกปิดแหล่งที่มา หรือซุกซ่อน หรือช่วยเหลือผู้อื่น ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิดใด หรือรู้อยู่แล้วว่าเงินได้รับมาจากการกระทำความผิด พยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง กรณีนี้ไม่จำเป็นจะต้องวินิจฉัย พิพากษายกฟ้อง

ต่อมา น.ส.สุภัทรพร โตรักษา ทนายความของนายวรัตน์พล ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4 เนื่องจากเห็นว่าจำเลยไม่ได้มีการกระทำความผิดใดๆ ตามที่กล่าวอ้างตามฟ้อง ตนและทีมทนายความก็ขอบคุณก็บความยุติธรรมที่ศาลให้ในวันนี้ เบื้องต้นได้คุยกับนายวรัตน์พลแล้ว โดยมีภาวะเรื่องความเครียดตั้งแต่เข้าเรือนจำอยู่แล้ว แต่ภายหลังจากผลคำพิพากษาออกเจ้าตัวก็ได้มีการขอบคุณทีมทนายความ

เมื่อถามว่า คดีหลักอย่างดิไอคอน ความคืบหน้าไปถึงไหนบ้าง น.ส.สุภัทรพรกล่าวว่า ตอนนี้ส่วนของคดีหลักอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ จากตารางใบนัดคาดว่าจะมีการสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นภายในปลายปี 2570 ก่อนจะนัดฟังคำพากษาต่อไป ส่วนเรื่องการยื่นขอปล่อยชั่วคราวเบื้องต้นเรามีการพูดคุยกันอยู่ เพราะตอนนี้จำเลยทุกคนเข้าไปอยู่ในเรือนจำเป็นปีที่ 2 แล้ว ไม่มีใครได้รับการปล่อยชั่วคราว ทรัพย์สินยังถูกอายัดไว้ ส่วนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

น.ส.สุภัทรพรกล่าวอีกว่า ทนายความไม่มีความกังวลในการทำหน้าที่ เพราะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และนำสืบพยานที่มีการสืบในชั้นศาล ส่วนผลคดีต่างๆ ก็ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ขณะที่นายสามารถกล่าวขอบคุณผู้พิพากษาที่ให้ความยุติธรรม พร้อมระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และยืนยันมาโดยตลอดว่าคลิปเสียงที่กล่าวหาว่าเป็นนักการเมือง “ส.เสือ” ไม่ใช่เสียงของตัวเอง โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าว

นายสามารถกล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนเข้าไปดูข้อความที่โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อเวลา 08.30 น. ซึ่งเป็นข้อมูลอีกด้านที่ต้องการนำเสนอ หลังจากที่ผ่านมาไม่เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคดี ตั้งแต่วันที่มีคลิปเสียงหลุดและถูกกล่าวหาว่าเป็นนักการเมือง ส.เสือ รวมถึงถูกกล่าวหาว่าตบทรัพย์และฟอกเงิน ยืนยันว่าข้อเท็จจริงปรากฏแล้วว่าไม่มีสิ่งดังกล่าว และตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่ต้องได้รับความเสียหายตลอดเกือบ 2 ปี

นายสามารถกล่าวถึงหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าหน่วยงานของรัฐ รวมถึงดีเอสไอ ควรอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมเช่นเดียวกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินคดีของตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับคดีอื่น โดยยกกรณีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคดีที่เกี่ยวข้องกับดารา “ฟ” ซึ่งนายสามารถระบุว่า มีประเด็นเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นพันล้าน แต่ไม่ถูกออกหมายจับ ไม่ถูกฝากขัง และให้ประกันตัวในชั้นสอบสวนโดยไม่ต้องใช้หลักประกัน

ทั้งนี้ ในเรื่องของเส้นทางการเงินจึงตั้งคำถามว่า การที่แม่โอนเงินให้มันผิดไหม เพราะเส้นเงินของแม่มีมาก่อนทำดิไอคอน หากการโอนเงินให้ลูกผิดจริงทำไมบุคคลอื่นถึงไม่มีความผิด แต่ทำไมในกรณีของตนถึงถูกออกหมายจับและถูกฝากขัง คัดค้านประกันตัว โดยอ้างว่าในคำร้องขอฝากขังครั้งแรกมีการระบุว่าตนเป็นผู้มีอิทธิพล รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนมาก และเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พร้อมตั้งคำถามว่า หากเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลตามกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ เหตุใดคดีของตนจึงไม่มีอัยการเข้าร่วมสอบสวน ขณะที่คดีอื่นที่ยกตัวอย่างมีอัยการเข้าร่วมสอบสวน

นายสามารถกล่าวอีกว่า ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ และต้องนั่งรถควบคุมผู้ต้องขังมาศาลตนทรมานมาก จึงขอสืบพยานลับหลัง เพราะมั่นใจว่าคดีนี้ตนไม่ผิด และตอนอยู่ในเรือนจำการหาพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีฟอกเงินที่ต้องพิสูจน์เส้นทางการเงินและเจตนา พร้อมเปรียบเทียบว่าเหมือนถูกผูกมือผูกเท้าในการต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ เนื่องจากหน่วยงานมีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูล

นายสามารถกล่าวว่า ระหว่างการสืบพยานได้สอบถามเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่เป็นผู้ขอหมายจับว่าใช้หลักฐานใดในการขอหมายจับ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าใช้คลิปเสียงและเส้นทางการเงิน แต่จากการซักถามพบว่าไม่มีใครยืนยันได้ว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นเสียงของตน ขณะที่เส้นทางการเงินที่นำมาอ้างนั้น ได้มาภายหลังการขอหมายจับแล้ว จึงตั้งคำถามว่าในขณะขอหมายจับ เจ้าหน้าที่นำหลักฐานใดไปยื่นต่อศาล

นายสามารถระบุว่า ให้ทนายความพยายามขอคัดคำร้องขอหมายจับ แต่ช่วงแรกไม่สามารถคัดได้ ก่อนจะเปลี่ยนทนายหลายคนและท้ายที่สุดสามารถคัดเอกสารได้ โดยพบว่ามีเพียงหมายจับและบันทึกจับกุม แต่ไม่มีคำร้องขอหมายจับ

นายสามารถกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ทำคดีของตนเอง หลังจากที่ทำคดีของตนเองก็ได้เลื่อนตำแหน่งบางรายถึงกับได้ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และยังฝากไปถึงกระทรวงยุติธรรมและภาครัฐ อย่าใช้กลไกแบบนี้กลั่นแกล้งใคร และฝากถึง “คุณลุง” น่าจะรู้ดีที่สุดว่าตนไม่ได้กระทำความผิด ไม่เคยขอเงินลุงแม้แต่บาทเดียว ยอมเจ็บ ยอมเปียกแทนลุงมาเสมอ วิธีการที่เกิดขึ้นกับตนเป็นวิธีการกลั่นแกล้ง

ส่วนกรณีจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่นั้น นายสามารถกล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนพิจารณาอย่างยุติธรรม พร้อมยกหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ชาวบ้าน รัฐมนตรี หรือบุคคลทั่วไป และไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้โกรธใครเลย แต่ต้องขอบคุณที่ทำให้ได้เรียนรู้อีกมิติจากที่เป็นผู้บริหารได้มาเป็นนักโทษ

เมื่อถามว่า จะมีการฟ้องร้องใครหรือไม่ นายสามารถกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ รู้ต้องดูข้อเท็จจริงก่อน หากเกี่ยวข้อง 10 คน อาจจะฟ้องแค่ 2 คน เกี่ยวข้อง 10 คนก็อาจจะเอาทั้ง 10 เลยก็ได้มันอยู่ที่สิทธิของผม

นายสามารถยังกล่าวถึงคดีหลักของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ปว่า ไม่เกี่ยวข้องกับตน และเป็นหน้าที่ของผู้ที่อยู่ในคดีต้องต่อสู้ตามกระบวนการ โดยส่วนตัวจะเดินหน้าตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐว่าปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ จะใช้กฎหมายดำเนินการ

ส่วนกรณีจะยื่นฟ้องกลับดีเอสไอหรือไม่ นายสามารถกล่าวว่า ต้องตรวจสอบก่อนว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากปฏิบัติตามกฎหมายก็จะไม่ดำเนินการ แต่หากพบว่ามีการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ จะใช้กฎหมายดำเนินการ โดยยืนยันว่าเป็นสิทธิของตน

นายสามารถกล่าวถึงระยะเวลาที่ถูกคุมขังว่า ถูกจับเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 และอยู่ในเรือนจำเกือบ 2 ปี ก่อนจะได้รับการประกันตัวในเดือนเมษายน 2569 หลังสืบพยานเสร็จสิ้นทุกปาก โดยศาลเห็นว่ามีเหตุให้ไต่สวนและปล่อยตัวชั่วคราว จากนั้นมีการจำหน่ายคดีเพื่อรอผลคดีมูลฐาน แต่เมื่อคดีมูลฐานคาดว่าจะเสร็จในปี 2571 เห็นว่าการต้องรอถึงเวลานั้นไม่เป็นธรรมกับตน เพราะยังคงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้กระทำความผิด จึงขอให้ศาลพิจารณานัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายน และศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในวันนี้

นายสามารถยังกล่าวว่า คดีฟอกเงินไม่มีคดีอื่นติดตัว พร้อมระบุว่า หากมีการนำคดีอื่นมายัดใส่หลังจากนี้ จะดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนการเปลี่ยนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสามารถกล่าวว่า เห็นว่าควรมีการเปลี่ยนทั้งอธิบดีและรองอธิบดี พร้อมระบุว่าในวันจันทร์จะเดินทางไปหาปลัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของดีเอสไอ โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีกี่คน และจะดำเนินการกับบุคคลใดบ้าง

นายสามารถกล่าวว่า จะตรวจสอบต่อไปว่ามีบุคคลใดนำพยานหลักฐานเท็จมาใช้ในคดีหรือไม่ และหากพบจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยขณะนี้จากการตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตนในช่วงที่ถูกคุมขัง ยืนยันว่าไม่ควรมีนักการเมืองหรือประชาชนคนใดถูกเลือกปฏิบัติ

ท้ายที่สุด นายสามารถฝากถึงรัฐบาลว่า ไม่ควรหวั่นเกรงต่อข้อกล่าวหา และควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบุคคลใดกระทำความผิดหรือไม่ พร้อมย้ำหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเห็นว่าไม่ควรนำข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีคำพิพากษามาเปิดเผยหรือแถลงต่อสาธารณะ เพราะอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียชื่อเสียง แม้ภายหลังศาลจะมีคำพิพากษาว่าไม่ได้กระทำความผิดก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายวรัตน์พล หรือบอสพอล ยังถูกควบคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพจากคดีดิไอคอนหลัก ซึ่งอยู่ในช่วงสืบพยานโจทก์