DITTO-Token X ชู “Digital Token” ทางเลือกลงทุนใหม่ รับเทรนด์คาร์บอนเครดิตโต

นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ร่วมเปิดมุมมองในหัวข้อ “เจาะโลกตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล” ภายในงานสัมมนา “เปิดโลกสินทรัพย์ทางเลือก เติมเต็มโอกาสการลงทุน” โดยมองว่า Digital Token และ Tokenization จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดทุน หลังสินทรัพย์ที่สามารถนำมาอยู่บน Blockchain มีความหลากหลายมากขึ้น
นายฐกร กล่าวว่า DITTO พัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิต จากพื้นที่ที่บริษัทดูแลมากกว่า 170,000 ไร่ โดยมองว่าคาร์บอนเครดิตจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น จากกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น
ปัจจุบันการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทยยังมีข้อจำกัด เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายต้องจับคู่กันเอง และยังไม่มีตลาดสาธารณะที่ซื้อขายได้อย่างสะดวก DITTO จึงนำคาร์บอนเครดิตจากประมาณ 10% ของพื้นที่โครงการที่พัฒนา มาผ่านกระบวนการ Tokenization เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนและภาคธุรกิจเข้าถึงคาร์บอนเครดิตผ่าน Token ได้ง่ายขึ้น
สำหรับ Blue Green Token นายฐกร ระบุว่า ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านคาร์บอนเครดิตและสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงนำมาตรฐาน ICMA ซึ่งใช้กับ Green Bond มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือว่าสินทรัพย์และโครงการที่รองรับ Token มีอยู่จริงและตรวจสอบได้

นายฐกร มองว่า หากประเทศไทยเปลี่ยนจากตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจไปสู่ ตลาดภาคบังคับ จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้สอดคล้องกับกติกาสากล ขณะที่ภาคธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับการลดหรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การสร้างคาร์บอนเครดิตใหม่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะโครงการจากพื้นที่ป่า ซึ่งต้องรอให้ต้นไม้และระบบนิเวศเติบโตก่อนจึงจะสามารถตรวจวัดคาร์บอนเครดิตได้ โดยนายฐกร ระบุว่า ป่าชายเลนมีศักยภาพดูดซับคาร์บอนประมาณ 9.4 ตันคาร์บอนต่อไร่ต่อปี
ดังนั้น หากในอนาคตความต้องการคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้นจากกฎเกณฑ์ภาคบังคับ ขณะที่ Supply ยังใช้เวลาในการพัฒนา ก็มีโอกาสทำให้มูลค่าคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้น โดย DITTO มองว่าการเริ่มพัฒนาโครงการตั้งแต่วันนี้จะช่วยรองรับความต้องการในอนาคต
นายฐกร กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดคาร์บอนเครดิตยังมีโอกาสต่อยอดไปสู่ภาคเกษตร เช่น ยางพาราและข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งหากสามารถผ่านการรับรองมาตรฐาน ก็อาจช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่ต้องตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบย้อนกลับ
นอกจากนี้ โครงการป่าชายเลนของ DITTO ซึ่งดำเนินงานในพื้นที่กว่า 10 จังหวัดในภาคใต้และภาคตะวันออก ยังช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน ฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มความสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง และลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
“โครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลนไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะนักลงทุน แต่ยังสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศ” นายฐกร กล่าว
สำหรับ Blue Green Token ผู้ถือ Token ที่ถือครบตามเงื่อนไข 7 ปี จะได้รับการรับประกันเงินต้น พร้อมผลตอบแทน 3% ต่อปี และยังมีโอกาสได้รับประโยชน์เพิ่มเติม หากมูลค่าคาร์บอนเครดิตในอนาคตปรับตัวสูงขึ้น
นายฐกร มองว่า Token จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนตรงไปยังสินทรัพย์หรือโครงการเฉพาะ เช่น คาร์บอนเครดิต แตกต่างจากการซื้อหุ้น DITTO ซึ่งเป็นการลงทุนในภาพรวมของธุรกิจหลายประเภท
นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการนำ Token ไปซื้อขายบนแพลตฟอร์มในสิงคโปร์ ซึ่งหากเกิดขึ้น จะช่วยขยายฐานนักลงทุนและเปิดโอกาสให้สินทรัพย์อย่างคาร์บอนเครดิตเข้าถึงตลาดสากลมากขึ้น
ด้าน นางสาววรรณพรรธน์ ภาษยะวรรณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการแผนก Investment Banking and Tokenization Token X เปิดเผยในงานเดียวกันว่า Token X ซึ่งอยู่ในกลุ่ม SCBX มีบทบาทช่วยผู้ที่ต้องการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงการ โดยนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ในกระบวนการออกและกระจาย Token เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเปลี่ยนมือของสินทรัพย์
สำหรับตลาด Digital Token ในประเทศไทย เริ่มพัฒนามาหลายปี โดยช่วงแรกเน้นสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงาน ก่อนที่ปัจจุบันจะเริ่มขยายไปสู่สินทรัพย์ประเภทใหม่ ทั้งทองคำ คาร์บอนเครดิต และสินทรัพย์ทางการเงินอื่น

นางสาววรรณพรรธน์ ระบุว่า การสร้างความเข้าใจแก่นักลงทุนในช่วงแรกถือเป็นความท้าทาย เนื่องจากต้องอธิบายทั้งคาร์บอนเครดิต Token และ Blockchain แต่ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มมีความเข้าใจและสนใจมากขึ้น ขณะที่หากกฎเกณฑ์เปิดกว้างขึ้น จะช่วยให้ตลาด Token ขยายตัวเร็วขึ้น โดย Blue Green Token ใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 3-4 ปีกว่าจะสามารถออกผลิตภัณฑ์ได้
สำหรับแนวโน้มในอนาคต Tokenization จะไม่จำกัดอยู่เพียงอสังหาริมทรัพย์หรือคาร์บอนเครดิต โดยเริ่มเห็นการนำ ทองคำ เข้าสู่ Blockchain และมีโอกาสขยายไปสู่หลักทรัพย์ กองทุน และ Tokenized Money Market Fund
การนำสินทรัพย์มาอยู่บน Blockchain ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรม ทั้งการลดระยะเวลาชำระราคา จาก T+2 ไปสู่ T+1 หรือ T+0 ลดต้นทุนการชำระธุรกรรม และเปิดโอกาสให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน
นางสาววรรณพรรธน์ กล่าวว่า หลักการของ Tokenization สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสินทรัพย์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เดิมเข้าถึงได้ยาก ซึ่งการนำมาอยู่ในรูป Token จะช่วยเพิ่มช่องทางให้นักลงทุนเข้าถึงได้สะดวกขึ้น
ขณะเดียวกัน Digital Token สามารถดึงดูดได้ทั้งนักลงทุนแบบดั้งเดิมและผู้ที่คุ้นเคยกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกลุ่มหลังเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่มีสินทรัพย์จริงรองรับมากขึ้น
สำหรับความแตกต่างระหว่าง Digital Token กับ Cryptocurrency นางสาววรรณพรรธน์ อธิบายว่า Token เชื่อมโยงกับสินทรัพย์หรือโครงการที่รองรับ เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือคาร์บอนเครดิต ขณะที่ Cryptocurrency หลายประเภทถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในลักษณะของสื่อกลางในการชำระเงิน นักลงทุนจึงควรแยกความแตกต่างของสินทรัพย์ทั้งสองประเภทให้ชัดเจน

ส่วนโครงสร้างผลตอบแทนของ Digital Token แต่ละโครงการสามารถออกแบบแตกต่างกันได้ โดยเงื่อนไขของ Blue Green Token ที่มีการรับประกันเงินต้นและผลตอบแทน เป็นคุณลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า Token ทุกประเภทจะมีเงื่อนไขเหมือนกัน นักลงทุนจึงต้องศึกษาสินทรัพย์อ้างอิงและผู้ออกก่อนตัดสินใจลงทุน
สำหรับตลาดในภูมิภาค นางสาววรรณพรรธน์ มองว่า สิงคโปร์ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเคลื่อนไหวด้านสินทรัพย์บน Blockchain ค่อนข้างมาก และมีกฎหมายรองรับมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่แต่ละประเทศในภูมิภาคมีโครงสร้างตลาดและกฎเกณฑ์แตกต่างกัน
นางสาววรรณพรรธน์ ทิ้งท้ายว่า เทรนด์ของ Token กำลังเปลี่ยนจากอสังหาริมทรัพย์ไปสู่สินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้น ทั้งทองคำและคาร์บอนเครดิต และในอนาคตจะเห็นสินทรัพย์ประเภทใหม่เข้าสู่ Blockchain เพิ่มขึ้น ตามพัฒนาการของเทคโนโลยี กฎเกณฑ์ และความเข้าใจของนักลงทุน