DELTA โชว์กำไร Q2 โต 31% แตะ 6.07 พันล้านบาท รับอานิสงส์ AI ดันยอดขายพุ่ง

บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรกของปี มีกำไรสุทธิ ดังนี้

สำหรับ DELTA รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,074.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.23% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,629.06 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายสินค้าและบริการอยู่ที่ 65,191 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.5% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6.2% จากไตรมาสก่อน
การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากธุรกิจเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์และโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่งตามความต้องการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับการประมวลผลสมรรถนะสูง ส่งผลให้ความต้องการระบบกำลังไฟ ระบบระบายความร้อน การบริหารจัดการพลังงานดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงโซลูชันด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรมและโซลูชันอาคารอัจฉริยะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Power) ยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอุปสงค์ในตลาดโลก ส่งผลให้ยอดขายยังอ่อนตัว
บริษัทได้เร่งขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโต โดยเปิดใช้อาคารโรงงานใหม่ 2 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมบางปูภายในไตรมาสนี้ พร้อมยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางธุรกิจภายใต้การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ด้านกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17,469 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 10.3% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตและการส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามแผน รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น การตั้งสำรองสินค้าคงคลังเพิ่มเติม และการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการขายของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะทยอยคลี่คลายในไตรมาสถัดไป หลังเร่งบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงการวิจัยและพัฒนา อยู่ที่ 11,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.8% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16.2% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าสิทธิ (Royalty) ที่เพิ่มขึ้นตามการผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีของบริษัทแม่ในไต้หวัน ค่าใช้จ่ายด้านภาษีศุลกากรจากมาตรการของสหรัฐฯ ซึ่งสามารถเรียกเก็บคืนจากลูกค้าตามเงื่อนไขสัญญา รวมถึงค่าขนส่งและงบลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพเทคโนโลยีในระยะยาว
สำหรับกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 6,114 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 9.4% ลดลงจาก 11.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายในการขายที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 526 ล้านบาท รายได้ค่าสิทธิ 388 ล้านบาท รวมถึงรายได้อื่นจากค่าชดเชยทางการค้า ขณะเดียวกันได้บันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่มจำนวน 1,032 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลก (Pillar Two Model Rules) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
ด้านผลประกอบการงวด 6 เดือนแรก บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 15,155.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.80% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 10,117.18 ล้านบาท