‘โมบิล’ พลิกโฉมธุรกิจอู่พันธมิตร ปั้น Dealerfluencer สู้เกมการตลาดยุคดิจิทัล - เส้นทางเศรษฐี

ท่ามกลางโลกยุคดิจิทัล ธุรกิจอู่ซ่อมรถยนต์ในประเทศไทยไม่ได้วัดกันเพียงฝีมือหรือความเชี่ยวชาญในการซ่อม อีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านมาตรฐานการบริการและการตลาดที่ต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่กว่า 90% หันมาใช้ข้อมูลออนไลน์และ AI ในการเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกใช้บริการ คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นแรงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในสมรภูมิการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

คำตอบนี้ถูกเฉลยผ่านงาน Mobil Exclusive Conference โดย บริษัท เอ็กซอนโมบิล มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจัดขึ้น ณ เรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา เมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Driven to Win as One” ที่สะท้อนบทบาทของโมบิลในการเป็นมากกว่าผู้จัดจำหน่ายน้ำมันเครื่อง แต่คือ “คู่คิดทางธุรกิจ” ที่มุ่งสนับสนุนและเสริมศักยภาพเครือข่ายอู่พันธมิตร ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และเติบโตไปด้วยกัน

เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจอู่ต้องปรับไปพร้อมกัน

ตลอดระยะเวลากว่า 130 ปีในประเทศไทย โมบิลยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายพันธมิตร โดยปัจจุบันมีเครือข่ายอู่พันธมิตรทั่วประเทศประมาณ 6,000 แห่งซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมต่อแบรนด์กับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ และทำให้โมบิลเข้าใจสภาพตลาดและความต้องการของผู้ใช้รถที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค

ขณะเดียวกันธุรกิจอู่ยานยนต์ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และมาตรฐานการให้บริการมากขึ้น โดยศูนย์บริการรถยนต์แบบ Fast Fit และธุรกิจในรูปแบบ Franchise มีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ที่พ้นระยะรับประกันจากศูนย์บริการของผู้ผลิต

ด้วยเหตุนี้ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรจึงเป็นหัวใจสำคัญของโมบิล โดยมุ่งสนับสนุนให้อู่มีองค์ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง สามารถให้คำแนะนำแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งอู่และแบรนด์

ติดอาวุธพันธมิตร จาก “ผู้เชี่ยวชาญ” สู่ “แบรนด์” บนโลกดิจิทัล

ในวันที่ลูกค้าไม่ได้เลือกอู่จากป้ายหน้าร้านเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์ โมบิลจึงเดินหน้าสนับสนุนพันธมิตรในมิติที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้าน Digital Marketing และการใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา Dealerfluencer Marketing ซึ่งเป็นการยกระดับผู้เชี่ยวชาญจากหน้าร้านให้มีบทบาทเป็น Brand Advocate ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์จริง และข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่ายและน่าเชื่อถือ โดยจุดแข็งสำคัญของ Dealerfluencer คือความใกล้ชิดกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ เข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และปัญหาของผู้ใช้งานจริง จึงสามารถให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

ในอนาคตโมบิลมุ่งพัฒนาความร่วมมือกับอู่พันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนให้แต่ละพื้นที่สามารถออกแบบแนวทางการสื่อสารการตลาดที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค

“Mobil Exclusive Conference” เวทีเติมความรู้ ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

งาน Mobil Exclusive Conference จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Driven to Win as One” โดยมีเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำของโมบิลเข้าร่วม เป้าหมายของงานไม่ได้สื่อสารเพียงทิศทางธุรกิจของแบรนด์ แต่คือการยกระดับศักยภาพของพันธมิตร ให้สามารถต่อยอดความเชี่ยวชาญจาก “หน้าร้าน” ไปสู่ “หน้าจอ” ผ่านองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์

ภายในงานมีทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่าน Panel Discussion ในหัวข้อ Business Transformation in Digital Era การบรรยายด้าน Digital Marketing รวมถึง Workshop ด้าน Digital & Content Creator เพื่อให้พันธมิตรได้เรียนรู้เครื่องมือและแนวคิดที่สามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตัวเอง

อู่พันธมิตรต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การได้เป็นพันธมิตรกับแบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกอย่างโมบิล นอกจากช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า จากภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีบทบาทในเวที Formula 1 และความร่วมมือกับทีม Oracle Red Bull Racing แล้ว สิ่งที่ได้รับในงานสัมมนาครั้งนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดในธุรกิจจริง

ตั้งแต่การสร้างตัวตนบนช่องทางออนไลน์ การนำเสนอสินค้าและบริการให้เข้าถึงง่ายขึ้น การใช้ AI และเครื่องมือดิจิทัลเพื่อสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิม

เพราะชัยชนะที่แท้จริง คือการเติบโตไปด้วยกัน

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของงานคือการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่เครือข่ายอู่พันธมิตร ซึ่งสะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างโมบิลกับพันธมิตรไม่ได้วัดจากผลลัพธ์ทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้คุณค่ากับความมุ่งมั่นและการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพันธมิตร รางวัลเป็นมากกว่าการยกย่องความสำเร็จ แต่เป็นกำลังใจให้เดินหน้าพัฒนาธุรกิจต่อไป โดยหนึ่งในพันธมิตรสะท้อนว่าโมบิลเปรียบเสมือน “คู่คิดทางธุรกิจ” ที่สนับสนุนทั้งข้อมูลผลิตภัณฑ์ แนวทางการตลาด การสื่อสารกับลูกค้า และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ซึ่งช่วยให้อู่สามารถปรับตัวและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

                ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ โมบิลยังคงเดินหน้าสนับสนุนคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้พันธมิตรยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ก้าวข้ามความท้าทาย และคว้าโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต เพราะสำหรับโมบิล ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากการเดินไปข้างหน้าเพียงลำพัง แต่เกิดจากการจับมือกันของเครือข่ายอู่พันธมิตรที่แข็งแกร่ง และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

Tags

Related Posts

ท่ามกลางโลกยุคดิจิทัล ธุรกิจอู่ซ่อมรถยนต์ในประเทศไทยไม่ได้วัดกันเพียงฝีมือหรือความเชี่ยวชาญในการซ่อม อีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านมาตรฐานการบริการและการตลาดที่ต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่กว่า 90% หันมาใช้ข้อมูลออนไลน์และ AI ในการเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกใช้บริการ คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นแรงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในสมรภูมิการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป คำตอบนี้ถูกเฉลยผ่านงาน Mobil Exclusive Conference โดย บริษัท เอ็กซอนโมบิล มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจัดขึ้น ณ เรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา เมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Driven to Win as One” ที่สะท้อนบทบาทของโมบิลในการเป็นมากกว่าผู้จัดจำหน่ายน้ำมันเครื่อง แต่คือ “คู่คิดทางธุรกิจ” ที่มุ่งสนับสนุนและเสริมศักยภาพเครือข่ายอู่พันธมิตร ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และเติบโตไปด้วยกัน เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจอู่ต้องปรับไปพร้อมกัน ตลอดระยะเวลากว่า 130 ปีในประเทศไทย โมบิลยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายพันธมิตร โดยปัจจุบันมีเครือข่ายอู่พันธมิตรทั่วประเ

28 สิงหาคม 2569

เมื่อความเหนื่อยล้าจากสายพานการผลิตต้องพักไว้ชั่วคราว และวันหยุดสุดสัปดาห์กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการคลายเหงาให้กับคนไกลบ้าน “ซีเจ มอร์” (CJ MORE) ซูเปอร์มาร์เก็ตคู่ใจชุมชนที่พึ่งพาได้เสมอ จึงเดินหน้าจัดงานมหกรรมความสุขปิดท้ายซีซันอย่างยิ่งใหญ่ในงาน “ซีเจ มอร์ ไมค์ทองคำออนทัวร์ ครั้งที่ 5″ ณ สาขาวัดมาบยางพร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา พลิกโฉมลานกิจกรรมหน้าสาขาใจกลางแหล่งอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นพื้นที่ชาร์จพลังกายและฮีลใจสำหรับพี่น้องแรงงานและหนุ่มสาวโรงงานที่สู้ชีวิตอยู่ทุกวัน จุดพิเศษของการมาปักหมุดที่สาขาวัดมาบยางพรในครั้งนี้ คือการทำหน้าที่เป็นสถานีสุดท้าย ของการปิดฉากซีซันอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ซีเจ มอร์ ได้เดินสายส่งต่อความสุขไปทั่วภูมิภาคต่าง ๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสาขาตลาดร่วมใจสระแก้ว, สาขารักศักดิ์ชมูล 22 จันทบุรี, สาขาตลาดสดเมืองสุรินทร์, สาขานราวดี ซิตี้พาร์ค อยุธยา และสาขา ม.นเรศวร ประตู 4 พิษณุโลก การมาปิดจ๊อบที่ระยองครั้งนี้จึงมาพร้อมความตั้งใจที่จะมอบโอกาส คืนสู่คนในท้องถิ่นนิคมอุตสาหกรรม เพื่อขอบคุณที่ต้อนรับแบรนด์เป็นอย่างดีมาโดยตลอด

18 สิงหาคม 2569

ท่ามกลางทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs จำเป็นต้องยกระดับการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) จึงเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจเตรียมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนด ESG ที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นในตลาดโลก โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ EXIM BANK ได้จัดงานเสวนา “เมื่อโลกเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ : ความยั่งยืนกับโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางกฎระเบียบการค้าด้านสิ่งแวดล้อมและแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยมีนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและส่งออกบรรจุภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติภายใต้แบรนด์ Gracz นางสาววรมน สินสุวรรณ ผู้อำน

11 สิงหาคม 2569

ไม่ต้องนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ ไม่ต้องเสียค่าที่พัก แค่เดินออกมาหน้าประตู ม.นเรศวร โอกาสระดับประเทศก็มารออยู่ตรงหน้าแล้ว ! เดินทางมาถึงจังหวัดที่ 5 ของซีซั่นนี้แล้ว สำหรับเวทีประกวดร้องเพลง “ซีเจ มอร์ ไมค์ทองคำออนทัวร์ ครั้งที่ 5” ภาพบรรยากาศอันคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า บริเวณ ซีเจ มอร์ สาขามหาวิทยาลัยนเรศวร ประตู 4 จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนให้เห็นเพียงแค่มหกรรมความบันเทิงและการชอปปิงสินค้าประหยัดค่าครองชีพเท่านั้น แต่คือ “สะพานเชื่อมความฝัน” ของผู้คนหลากหลายช่วงวัยถึง 82 ชีวิต ที่พกเอาความมั่นใจและเสียงร้องอันมีเอกลักษณ์ มาร่วมประชันกันบนเวทีนี้ การเดินทางมาปักหมุดในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นครั้งที่ 2 ของเวทีระดับประเทศนี้ ตอกย้ำเจตนารมณ์ของ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ในการเป็น “ศูนย์กลางของชุมชน” ที่พร้อมเติบโตร่วมกับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน มอบพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้แสดงออกใกล้บ้าน โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเดินทางไกลไปตามหาความฝันถึงกรุงเทพมหานคร โอกาสที่ไม่ต้องเดินทางไกล และความฝันที่จับต้องได้ ในบรรดาผู้สมัครทั้ง 82 คนครั้งนี้ แต่

31 กรกฎาคม 2569

ในหลายชุมชน ร้านค้าปลีกไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายของการจับจ่ายใช้สอย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้พบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างกิจกรรมร่วมกัน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในแต่ละวัน หากพื้นที่เหล่านี้ได้รับการต่อยอดให้สามารถสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ ก็ยิ่งช่วยเติมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ในฐานะแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน จึงเดินหน้าแนวคิด “ซีเจ มอร์ ครบ ถูก คุ้ม” เพื่อยกระดับบทบาทของร้านค้าปลีกให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้าใกล้บ้าน แต่เป็น “ศูนย์กลางของชุมชน” ที่เปิดพื้นที่บริเวณหน้าสาขาซีเจ มอร์ กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ ให้คนในท้องถิ่นได้เข้ามาประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และเติบโตไปพร้อมกัน ผ่านร้านค้าเช่าและตลาดนัดชุมชน ซึ่งช่วยสร้างความคึกคัก และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พื้นที่หน้าสาขา สู่โอกาสร้านค้าได้เติบโตเคียงข้างชุมชน หนึ่งในบทบาทสำคัญของพื้นที่หน้าสาขา ซีเจ มอร์ คือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้เข้ามาประกอบอาชีพผ่าน “ร้านค้าเช่า” ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ร้านตัดผม ร้านขายส

30 กรกฎาคม 2569

ในวันที่เผชิญกับความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดสัปดาห์ การมีพื้นที่พักผ่อนและเติมเต็มความสุขใกล้บ้าน กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการใช้ชีวิตยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ  ล่าสุด ซีเจ มอร์ (CJ MORE) เดินหน้าสานต่อบทบาทการเป็น “ศูนย์กลางของชุมชน” ด้วยการจัดมหกรรม “ซีเจ มอร์ ไมค์ทองคำออนทัวร์ ครั้งที่ 5” ณ ซีเจ มอร์ สาขานราวดี ซิตี้พาร์ค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนแนวคิดของซีเจ มอร์ ในการสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการเป็นพื้นที่ค้าปลีก ด้วยการผสานทั้งความบันเทิงและการชอปปิงไว้ในพื้นที่เดียว ผ่านกิจกรรมการประกวดร้องเพลง คอนเสิร์ตฟรีจากศิลปินชื่อดัง และสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนโดยรอบ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานโรงงานและครอบครัวในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ได้เข้าถึงโอกาสในการพักผ่อนและใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อประชาชนทยอยเข้าร่วมกิจกรรมและเลือกซื้อสินค้า ส่งผลให้พื้นที่ลานด้านหน้าซีเจ มอร์ สาขาน

23 กรกฎาคม 2569