เสียงสะท้อน CEO สหรัฐฯ วิกฤตซัปพลายเชนเลวร้ายกว่ายุคโควิด-19

วันนี้ (21 ก.ย.2569) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ ที่ผู้ประกอบการทั่วประเทศต่างยอมรับว่า เป็นวิกฤตที่หนักหน่วง ซับซ้อน และสร้างความเครียดมากยิ่งกว่าช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เสียอีก

ผลสำรวจรายเดือนจากสถาบันเพื่อการจัดการอุปทาน หรือ ISM ได้สะท้อนเสียงของเหล่าผู้นำธุรกิจที่กำลังเผชิญหน้ากับความปั่นป่วนครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตพลังงาน สงครามในตะวันออกกลาง มาตรการภาษีการค้าระหว่างประเทศ และสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

ซึ่งปัจจัยลบทั้งหมดนี้ส่งผลให้โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกพังทลายลงอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายในวงกว้างและทำให้ธุรกิจรายย่อยต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด

เจฟฟ์ วอยตา ซีอีโอของ Dilworth Coffee ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง บอกกับ CNN ว่า หลังจากต้องเผชิญกับวิกฤตผลผลิตกาแฟในบราซิลและเวียดนามจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ตามด้วยมาตรการภาษีการค้าระหว่างประเทศที่ผลักดันให้ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น และซ้ำเติมด้วยการเริ่มต้นของสงครามอิหร่านในปีนี้ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่ง ค่าปุ๋ย และราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

วอยตาระบุว่า ความไม่แน่นอนในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ธุรกิจไม่เคยพบเจอมาก่อน ทำให้การบริหารจัดการสต็อกสินค้าและการวางแผนล่วงหน้าจากเดิมที่เคยทำได้ 12-24 เดือน ต้องหดสั้นเหลือเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น ประกอบกับสภาพคล่องทางการเงินที่จำกัดและอัตรากำไรที่บางลง ทำให้ยอดขายของบริษัทมีความผันผวนรุนแรงถึงร้อยละ 20 ต่อเดือน ซึ่งปกติแล้วจะผันผวนเพียงแค่ร้อยละ 5 เท่านั้น

ในขณะเดียวกัน แจ็ก บัฟฟิงตัน ผู้อำนวยการหลักสูตรซัปพลายเชน มหาวิทยาลัยเดนเวอร์ ชี้แจงว่า ปัญหาในรอบนี้แตกต่างจากยุคโควิด-19 โดยสิ้นเชิง เนื่องจากมันคือวิกฤตด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่า สงครามในอิหร่านและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวที่จะคลี่คลายอย่างรวดเร็ว

แต่ความเป็นจริงกลับพบว่า ราคาน้ำมันดีเซลได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านับตั้งแต่เดือน มี.ค. จากผลกระทบของสงครามและความขัดแย้งในยูเครน รวมถึงวิกฤตการณ์ในเส้นทางเดินเรือหลัก ปัญหาการขนส่งทางเรือยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการกลับมาปฏิบัติการของกลุ่มกบฏฮูตีในทะเลแดง และโจรสลัดโซมาเลียในอ่าวเอเดน ที่บีบให้บริษัทเดินเรือทั่วโลกต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรืออ้อมทวีปแอฟริกาทั้งทวีป เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตี ส่งผลให้กำลังการขนส่งทางเรือทั่วโลกลดลงถึงร้อยละ 15 ตามการประเมินของไรอัน ปีเตอร์เซน ซีอีโอแห่ง Flexport

นอกจากนี้ ปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น พายุไต้ฝุ่นที่สร้างความเสียหายและปิดทำการท่าเรือเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนานถึง 2 สัปดาห์ ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยุติลงในวันนี้ ก็ไม่สามารถแก้ไขมาตรการแบนการส่งออกดีเซลของรัสเซีย ซึ่งบล็อกอุปทานดีเซลทางเรือของโลกไปถึงร้อยละ 12 หรือฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนได้ทันที

ด้าน ฌอน บราวน์ลี ซีอีโอของ Ravenox ผู้ผลิตเชือก สายรัด และสายจูง ซึ่งเข้ามาทำธุรกิจหลังจากรับราชการในนาวิกโยธินสหรัฐฯ นาน 25 ปี เพื่อสนับสนุนการจ้างงานในประเทศ สะท้อนว่า ธุรกิจขนาดเล็กมักพยายามแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เพื่อประคับประคองไม่ให้กระทบถึงลูกค้า แต่ในขณะนี้แรงกดดันได้มาถึงจุดที่เกินจะรับไหวแล้ว ความผันผวนของราคาและการขนส่งทำให้การคาดการณ์ทางธุรกิจกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

บราวน์ลีระบุว่า ในขณะที่ช่วงโควิดสินค้าอาจขาดแคลน แต่ห่วงโซ่อุปทานยังพอคาดเดาทิศทางได้ แต่ในปัจจุบันต้นทุน อุปสรรค และความไม่แน่นอนกลับมีสูงกว่ามาก ลูกค้าทั่วไปที่ต่างก็เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูงก็ไม่พร้อมที่จะรับภาระราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องติดอยู่ในวังวนของความเครียดและการตัดสินใจที่ยากลำบาก ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ไร้เสถียรภาพและยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

อ่านข่าว :

บริษัทท่อส่งน้ำมัน เร่งเสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำมันรั่ว

"ณัฐพงษ์" ยื่น ป.ป.ช.ฟัน กกต.คดีฮั้ว สว.ไม่เกินศุกร์นี้ ซักฟอกรัฐบาล ต.ค.-พ.ย.

เช็กรายชื่อ-สถานที่เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ก่อนใช้สิทธิ 27 ก.ย.69