เมื่อการกลั่นแกล้งไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน — ชวนเด็กและเยาวชนรู้วิธีรับมือ เมื่อถูก Bully โดยไม่ต้องเผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง - การศึกษา ข่าว สอบตรง สมัครสอบ นักเรียน นักศึกษา ทุนการศึกษา เรียนต่อต่างประเทศ มหาวิทยาลัย โรงเรียน
เมื่อการกลั่นแกล้งไม่ได้จบแค่ในห้องเรียน — ชวนเด็กและเยาวชนรู้วิธีรับมือ เมื่อถูก Bully โดยไม่ต้องเผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง

การกลั่นแกล้งรังแก หรือ Bullying ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนอีกต่อไป
มันอาจเกิดในสนามกีฬา ห้องน้ำ โรงอาหาร รถรับส่งนักเรียน กลุ่มแชต เกมออนไลน์ หรือบนโซเชียลมีเดีย และบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจตามเด็กกลับไปถึงบ้านผ่านหน้าจอโทรศัพท์
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การบอกเด็กว่า “อย่าไปสนใจ” หรือ “อดทนเดี๋ยวก็ผ่านไป”
แต่คือการทำให้เด็กและเยาวชนรู้ว่า
เมื่อถูกกลั่นแกล้ง เรามีสิทธิขอความช่วยเหลือ และไม่จำเป็นต้องเผชิญกับเรื่องนี้เพียงลำพัง
สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้เผยแพร่ “คู่มือสำหรับการจัดการตนเองเมื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก สำหรับเด็กและเยาวชน” เพื่อเป็นแนวทางให้เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันสถานการณ์ รับมืออย่างเหมาะสม และดูแลตัวเองเมื่อเผชิญกับการกลั่นแกล้ง
สามารถอ่านในรูปแบบ E-book และดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์
https://camri.go.th/th/knowledge/ebook/ebook-247
Bullying ไม่ใช่แค่ “แกล้งกันเล่น”
หนึ่งในปัญหาสำคัญของการกลั่นแกล้งคือ หลายครั้งผู้ใหญ่หรือแม้แต่เด็กด้วยกันอาจมองว่าเป็นเพียงการหยอกเล่น
แต่สิ่งที่ผู้ถูกกระทำรู้สึกอาจไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
การกลั่นแกล้งอาจเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น
โดยเฉพาะ Cyberbullying ซึ่งสามารถเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง และข้อมูลที่ถูกเผยแพร่อาจถูกส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นประโยคว่า
“ปิดมือถือก็จบ”
อาจไม่เพียงพอสำหรับเด็กที่กำลังเผชิญสถานการณ์จริง
เมื่อถูกกลั่นแกล้ง สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ “นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องจัดการคนเดียว”
เด็กหลายคนไม่ยอมบอกผู้ใหญ่ เพราะกลัวว่า
- ผู้ใหญ่จะไม่เชื่อ
- เรื่องจะใหญ่กว่าเดิม
- จะถูกเพื่อนล้อหนักขึ้น
- ถูกมองว่าอ่อนแอ
- กลัวโดนลงโทษจากเรื่องที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนเริ่ม
- หรือคิดว่าไม่มีใครช่วยได้
แต่การขอความช่วยเหลือไม่ใช่การฟ้องเพื่อเอาชนะใคร
มันคือการสร้าง “วงช่วยเหลือ” รอบตัวเอง
คนที่สามารถบอกได้ เช่น
สิ่งสำคัญคือ ถ้าบอกคนแรกแล้วไม่ได้รับความช่วยเหลือ อย่าเพิ่งหยุด
ให้บอกคนถัดไป
จนกว่าจะมีคนที่รับฟังและช่วยจัดการสถานการณ์อย่างจริงจัง
1. ถอยออกจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยก่อน
ถ้ามีความเสี่ยงว่าจะเกิดการทำร้ายร่างกาย สิ่งแรกไม่ใช่การพยายาม “เอาคืน”
แต่คือการออกจากพื้นที่นั้น
พยายามไปยังจุดที่มีผู้ใหญ่หรือคนอื่นอยู่ เช่น
- ห้องพักครู
- ห้องแนะแนว
- จุดประชาสัมพันธ์
- พื้นที่ที่มีกล้องวงจรปิด
- กลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจได้
หากมีอันตรายทันที ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่โดยเร็วที่สุด
ความปลอดภัยมาก่อนการพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด
2. อย่าตอบโต้ด้วยความรุนแรง ถ้ายังมีทางออกอื่น
เมื่อถูกแกล้ง ความโกรธเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่การตอบโต้ด้วยการทำร้ายร่างกายอาจทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น และบางครั้งผู้ที่เริ่มกลั่นแกล้งอาจใช้การตอบโต้ของเราเป็นหลักฐานกลับมาอีกทาง
หากสามารถทำได้ ควร
- หยุดการเผชิญหน้า
- ถอยออกมา
- ขอความช่วยเหลือ
- เก็บหลักฐาน
- รายงานเหตุการณ์
แทนการพยายามแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง
3. เก็บหลักฐาน โดยเฉพาะการกลั่นแกล้งออนไลน์
สำหรับ Cyberbullying หลักฐานมีความสำคัญมาก
หากปลอดภัยและทำได้ ควรเก็บ
ไว้ก่อน Block หรือ Report
เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ปกครอง โรงเรียน หรือแพลตฟอร์มตรวจสอบเหตุการณ์ได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรแชร์หลักฐานนั้นต่อเพื่อประจานอีกฝ่าย เพราะอาจทำให้เรื่องกระจายกว้างขึ้น
4. ใช้ Block และ Report ให้เป็น
ถ้าเหตุการณ์เกิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เด็กควรรู้วิธีใช้เครื่องมือพื้นฐาน เช่น
- Block บัญชีที่คุกคาม
- Report โพสต์หรือข้อความ
- จำกัด Comment
- ปิด Message จากคนแปลกหน้า
- ปรับ Privacy
- เปลี่ยน Password หากจำเป็น
นี่ไม่ใช่การ “หนีปัญหา”
แต่คือการลดช่องทางที่อีกฝ่ายสามารถเข้าถึงเราได้
5. ไม่ต้องอธิบายตัวเองให้ทุกคนเข้าใจ
เด็กบางคนพยายามแก้ข่าวหรืออธิบายทุก Comment เมื่อถูกกลั่นแกล้งออนไลน์
แต่สิ่งนี้อาจยิ่งทำให้เหตุการณ์ยืดเยื้อ
บางครั้งการตอบเพียงสั้น ๆ แล้วหยุด หรือไม่ตอบเลย อาจปลอดภัยกว่า
เป้าหมายไม่ใช่ชนะการโต้เถียงบนอินเทอร์เน็ต
แต่คือทำให้สถานการณ์หยุดและดูแลตัวเอง
6. อยู่ใกล้คนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย
การถูกกลั่นแกล้งอาจทำให้เด็กเริ่มคิดว่า
“ไม่มีใครชอบเรา”
“เราไม่มีเพื่อน”
“ทุกคนคิดเหมือนคนที่แกล้งเรา”
แต่ความคิดเหล่านี้อาจเกิดขึ้นจากความเครียดและความเจ็บปวดของเหตุการณ์
การอยู่กับ
- เพื่อนที่ไว้ใจ
- ครอบครัว
- ครู
- ชมรม
- กลุ่มกิจกรรม
สามารถช่วยให้เด็กเห็นว่า ตัวเองไม่ได้ถูกนิยามจากคำพูดของคนที่กลั่นแกล้ง
สัญญาณที่ผู้ใหญ่ควรสังเกต
เด็กไม่ได้พูดว่า “หนูถูก Bully” ทุกคน
บางครั้งสัญญาณอาจออกมาในรูปแบบอื่น เช่น
สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเด็กถูกกลั่นแกล้งแน่นอน
แต่เป็นเหตุผลที่ผู้ใหญ่ควรถามอย่างอ่อนโยนว่า
“ช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นไหม?”
มากกว่าถามว่า
“ไปทำอะไรให้เขาแกล้งหรือเปล่า?”
สิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ควรพูดเมื่อเด็กมาขอความช่วยเหลือ
บางประโยคอาจทำให้เด็กไม่อยากเล่าอีก เช่น
“เรื่องแค่นี้เอง”
“เขาแค่เล่นด้วย”
“ทำไมไม่สู้กลับ?”
“อย่าอ่อนแอสิ”
“ไปทำอะไรเขาก่อนหรือเปล่า?”
“เลิกสนใจก็จบ”
สิ่งที่เด็กต้องการเป็นอันดับแรกคือการรู้ว่า ผู้ใหญ่รับฟังและเชื่อว่าความรู้สึกของเขามีความหมาย
ประโยคง่าย ๆ อย่าง
“ขอบคุณที่มาบอก”
“เดี๋ยวเราช่วยกันคิดว่าจะทำยังไงต่อ”
อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก
เพื่อนที่เห็นเหตุการณ์ก็ช่วยได้
Bullying ไม่ได้มีแค่ “คนแกล้ง” กับ “คนถูกแกล้ง”
ยังมี Bystander หรือคนที่เห็นเหตุการณ์
เด็กที่เห็นเพื่อนถูกกลั่นแกล้งสามารถช่วยได้หลายแบบโดยไม่ต้องเสี่ยงเข้าไปต่อสู้ เช่น
- พาเพื่อนออกจากสถานการณ์
- ไปเรียกครู
- นั่งเป็นเพื่อน
- ไม่หัวเราะหรือแชร์ต่อ
- Report คอนเทนต์
- ช่วยเก็บหลักฐาน
- บอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ
การไม่ร่วมวงหัวเราะหรือแชร์ต่อก็เป็นการช่วยหยุดวงจรการกลั่นแกล้งได้อย่างหนึ่ง
เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?
หากเด็กเริ่มมีอาการต่อเนื่อง เช่น
ควรพาไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
โดยเฉพาะหากเด็กพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือมีพฤติกรรมที่ทำให้กังวลเรื่องความปลอดภัย ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือบริการฉุกเฉินทันที
ไม่ควรรอให้เด็ก “หายเอง”
ดาวน์โหลดคู่มือการรับมือเมื่อถูกกลั่นแกล้ง
สำหรับเด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และครูที่อยากมีแนวทางไว้ใช้พูดคุยหรือดูแลสถานการณ์ สามารถอ่าน
“คู่มือสำหรับการจัดการตนเองเมื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก สำหรับเด็กและเยาวชน”
จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์
📖 อ่านแบบ E-book และดาวน์โหลดได้ที่
https://camri.go.th/th/knowledge/ebook/ebook-247
แนะนำให้ครูแนะแนว ครูประจำชั้น และผู้ปกครองเซฟไว้ เพราะบางครั้งเด็กอาจไม่กล้าเริ่มต้นพูดด้วยตัวเอง การมีคู่มือเป็นตัวกลางอาจช่วยเปิดบทสนทนาได้ง่ายขึ้น
สรุป — เด็กไม่ควรถูกสอนให้ “ทน” กับการกลั่นแกล้ง
เป้าหมายของการรับมือ Bullying ไม่ควรเป็นการทำให้เด็ก “แข็งแรงพอที่จะถูกแกล้ง”
แต่คือการทำให้เด็กเข้าใจว่า
ถ้าเจอสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย สามารถถอยออกมาได้
ถ้ามีหลักฐาน สามารถเก็บไว้ได้
ถ้าเกิดออนไลน์ สามารถ Block และ Report ได้
ถ้ารู้สึกไม่ไหว สามารถขอความช่วยเหลือได้
และที่สำคัญที่สุด
การถูกกลั่นแกล้งไม่ใช่เรื่องที่เด็กคนหนึ่งควรถูกปล่อยให้จัดการเพียงลำพัง
โรงเรียน ครอบครัว เพื่อน และผู้ใหญ่รอบตัวต่างมีบทบาทในการทำให้เด็กคนหนึ่งรู้ว่า เมื่อเกิดปัญหา เขายังมี “คนที่พร้อมอยู่ข้างเขา”
สำหรับผู้ใหญ่ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียง
“ใครเป็นคนเริ่ม?”
แต่อาจเป็น
“เราจะทำอย่างไรให้เด็กคนนี้กลับมารู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง?”
แหล่งข้อมูลหลัก: “คู่มือสำหรับการจัดการตนเองเมื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก สำหรับเด็กและเยาวชน” สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (CAMRI)
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงเพื่อการให้ความรู้ทั่วไป หากมีเหตุคุกคาม ความรุนแรง หรือความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ควรแจ้งผู้ปกครอง โรงเรียน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญตามความเหมาะสม