BNH เผย Wellness Tourism ดันยอดใช้จ่ายพุ่ง 35% กว่าแบบปกติ หนุนเทรนด์ใหม่ที่พักใกล้ รพ.

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ The Crystal Box อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 19 กรุงเทพฯ กองบรรณาธิการมติชน จัดสัมมนา EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย เปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้กำหนดนโยบาย เกี่ยวกับบทบาทของการท่องเที่ยวต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย
น.พ.นพรัตน์ พานทองวิริยะกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) ระบุว่า คำว่า Wellness มีความหมายกว้างมากๆ แล้วแต่ว่าใครจะตีความยังไง แต่ในส่วนมุมมองของทางการแพทย์คือ การส่งเสริมให้คนมีสุขภาพที่ดี ตั้งแต่การรักษาที่ดี การป้องกันโรคที่ดี และก็การส่งเสริมสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ
น.พ.นพรัตน์ กล่าวว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เริ่มมีเทรนด์ซื้อที่อยู่อาศัยใกล้กับโรงพยาบาล ซึ่งเทรนด์ดังกล่าวเริ่มมามีอิทธิพลกับประเทศไทย ยกตัวอย่าง หากผู้ป่วยเกิดอาการ stroke ผู้ป่วยจะมีเวลาแค่ 4 นาทีก่อนที่เซลล์สมองจะเริ่มตายและกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งเมื่อ 10 นาทีผ่านไปเซลล์สมองจะเริ่มตายมากขึ้นเรื่อยๆ ภาวะ Heart attack ก็เช่นเดียวกันที่เมื่อเกิดอาการต้องวิ่งแข่งกับเวลาเพื่อเข้ารับการรักษา ซึ่งหากผู้ป่วยอาศัยอยู่ใน จ.กรุงเทพมหานคร มีฝนตก รถติด การเดินทางไปยังโรงพยาบาลไม่รู้จะใช้เวลากี่นาที แต่หากเรามีบ้านอยู่ใกล้โรงพยาบาล การเดินทางอาจใช้เวลาประมาณ 1 นาที หรือเรียกรถเข็นไปรับอาจใช้เวลาเพียง 2 นาที ที่ญี่ปุ่นเคยพยายามทำ Medical Tourism สร้าง Community ที่เชียงใหม่ แต่ไม่มี Medical facility รองรับได้จึงไม่เกิด
ทั้งนี้ คนไทยก็เลยกลับมาทำ เราก็มี Customer กลุ่มใหม่ที่เข้ามาอยู่ใกล้และเราก็พร้อมดูแล เป็นจุดที่ทำให้เป็น New Model สำหรับคนที่คิดจะทำ Residence ในเมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ
“พอคนอายุ 50 ขึ้นไปก็เริ่มเห็นคนที่มี Sudden death สาเหตุส่วนมากก็ Heart attack และ Stroke attack นักท่องเที่ยวก็ให้ความสำคัญว่าถ้าเกิด Heart attack จะทำยังไง ไปที่ที่ Facility ไม่รองรับจะทำยังไง ปัจจัยนี้ทำให้ไทยเป็นที่นิยมของการท่องเที่ยว” น.พ.นพรัตน์ กล่าว

น.พ.นพรัตน์ กล่าวว่า ข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยลดลงไป 3.19% แต่ภาพของ BNH มีไฟลต์บินเข้ามาเพื่อรักษาโรคเพิ่มขึ้น 18.35% ทั้งนี้ ในด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน (Average Expenditure) นักท่องเที่ยวกลุ่ม Quality Wellness Tourism มีอัตราการใช้จ่ายสูงกว่าการท่องเที่ยวแบบทั่วไปถึง 35% โดยตัวเลขการใช้จ่ายของกลุ่ม GCC สูงกว่า 100,000 บาทต่อทริป และที่น่าสนใจคือกลุ่มที่เข้ามารับการรักษาเฉพาะทาง เช่น การผ่าตัดกระดูกสันหลังที่โรงพยาบาล BNH (BNH Spine Surgery) มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 500,000 บาทต่อคน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าทางการแพทย์และการบริการเชิงสุขภาพที่มีคุณภาพสูงของไทย
“นักท่องเที่ยวที่เข้ามารักษาตัวในประเทศไทยจำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัย หากมีครอบครัวมาด้วยก็จะยิ่งเพิ่มกิจกรรมที่ทำในประเทศนั้นด้วย เช่น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อผ่าตัดกระดูกสันหลังนั้น ค่าผ่าตัดอย่างเดียวประมาณ 500,000 กว่าแล้ว หรือการทำคีโมที่อาจใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 6 เดือน ผู้ป่วยก็จำเป็นต้องมีที่อยู่ หากมีแฟนหรือญาติมาด้วยก็จะต้องเกิดกิจกรรมที่ทำในประเทศ ทั้งการช้อปปิ้ง การนวด การสปา การเสริมความงาม จึงทำให้ระยะเวลาที่ต้องอาศัยในประเทศและค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้นตาม ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศใกล้เคียงเช่นอาเซียน มองว่าไทยมีความพร้อมมาก บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลก็มีเยอะ” น.พ.นพรัตน์ กล่าว

น.พ.นพรัตน์ กล่าวว่า จุดแข็งและโอกาสของไทยนอกเหนือจากบุคลากรการแพทย์ ที่สำคัญมาก คือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศต่างประทับใจใน Hospitality และลักษณะของคนไทยซึ่งหาไม่ได้จากที่อื่น และไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลายตั้งแต่ Street food จนถึง Fine dining โรงแรมก็หลากหลาย ภาคใต้มีทะเล ภาคเหนือมีภูเขา