Beauty Shift! เทรนด์ความงามเปลี่ยน หัตถการยุคใหม่มาแรง หนุน THE KLINIQUE GROUP เติบโตเด่น | ThaiPR.NET
ธุรกิจ, สุขภาพ14 ต.ค. 69 16:20
จับตาทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมความงามไทย เมื่อผู้บริโภคเปิดรับเทคโนโลยีและหัตถการทางการแพทย์มากขึ้น หนุนโอกาสธุรกิจ Medical Aesthetics ในยุค New Beauty Economy ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามปี 2569 ขยายตัวราว 1% ขณะที่ THE KLINIQUE GROUP โชว์ผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง ยอดขายเงินสดไตรมาส 3/2569 เติบโต 44% จากปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ พร้อมยอดขายสาขาเดิมเติบโต 29.2% สะท้อนการเติบโตจากทั้งการขยายเครือข่ายและการเพิ่มยอดขายจากสาขาเดิม

เมื่อนิยามและความงามยุคใหม่ไม่ได้มีคำตอบเดียวอีกต่อไป ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองในหลากหลายมิติ ตั้งแต่คุณภาพผิว การลดริ้วรอย การยกกระชับ ไปจนถึงการดูแลรูปหน้าให้มีความสมดุลและดูเป็นธรรมชาติ ขณะที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยเพิ่มทางเลือกในการดูแลความงามให้หลากหลายขึ้น สะท้อนกระแส Beauty Shift ที่ผู้บริโภคเริ่มมองการดูแลความงามเป็นเรื่องของการวางแผนและเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหา เป้าหมาย รวมถึงความต้องการของแต่ละบุคคล มากกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังเปิดโอกาสใหม่ภายใต้แนวคิด New Beauty Economy หรือเศรษฐกิจความงามยุคใหม่ ที่ผู้ดำเนินธุรกิจต้องให้ความสำคัญ มากกว่าการมุ่งนำเสนอเทคโนโลยีและหัตถการใหม่ ๆ เป็นครั้งคราว โดยมุ่งทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค พัฒนาคุณภาพบริการ และออกแบบแนวทางการดูแลที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่างของธุรกิจ Medical Aesthetics ในระยะยาว
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2568 ประเมินว่า ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 75,200 ล้านบาท เติบโต 1.6% จากปีก่อน และคาดว่าจะขยายตัวอีกราว 1.0% ในปี 2569 โดยอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาวจากความต้องการดูแลสุขภาพและรูปลักษณ์ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงโอกาสจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย
สำหรับ THE KLINIQUE GROUP ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยบริษัทมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จำนวน 2,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจากฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทว่า KLINIQ มียอดขายเงินสด (Cash Sales) ไตรมาส 3/2569 ประมาณ 1,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth: SSSG) เติบโต 29.2% สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจทั้งจากการเพิ่มเครือข่ายสาขาและการสร้างยอดขายจากสาขาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยอดขายเงินสดเป็นข้อมูลการดำเนินงานที่แตกต่างจากรายได้ทางบัญชี และยังไม่ใช่ผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ผ่านการสอบทานแล้ว
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคยังสะท้อนผ่านรูปแบบการใช้บริการที่หลากหลายมากขึ้น โดยข้อมูลจาก International Society of Aesthetic Plastic Surgery (ISAPS) ที่ KResearch นำมาอ้างอิง พบว่าสัดส่วนหัตถการแบบไม่ผ่าตัด (Non-surgical Aesthetics) ที่ดำเนินการโดยศัลยแพทย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 21% ในปี 2566 เป็น 26% ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบหัตถการภายในกลุ่มที่ศึกษา ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวไม่ครอบคลุมหัตถการที่ดำเนินการโดยแพทย์สาขาอื่น
อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยอธิบายทิศทางความต้องการของผู้บริโภคคือรายงาน Layered Beauty: The New Aesthetic Mindset ของ Allergan Aesthetics ซึ่งเผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2569 จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับบริการความงามและหัตถการจำนวน 12,286 คน ใน 9 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย พบว่า 71% เปิดรับการใช้หัตถการหลายประเภทเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความงาม ขณะที่ 81% ให้ความสำคัญกับแผนการดูแลเฉพาะบุคคล และ 78% เข้าใจประโยชน์ของการวางแผนดูแลระยะยาวร่วมกับผู้ให้บริการ
สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจยังพบว่า 81% ของกลุ่มตัวอย่างเปิดรับการใช้หัตถการหลายประเภท และ 82% เข้าใจว่าการผสมผสานหัตถการสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ สะท้อนความสนใจต่อแนวคิด Layered Beauty หรือการดูแลความงามแบบผสมผสาน ซึ่งให้ความสำคัญกับการเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยยังต้องคำนึงถึงการประเมินทางการแพทย์และความปลอดภัยเป็นสำคัญ
นพ.อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ ให้มุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมความงามว่า
“เรามองว่า New Beauty Economy เป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมความงาม เพราะผู้บริโภคในวันนี้มีความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะบุคคลมากขึ้น สำหรับ THE KLINIQUE GROUP การเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีหรือหัตถการใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเข้าใจลูกค้า การพัฒนาคุณภาพบริการ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง เราจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม”
นพ.อภิรุจกล่าวเพิ่มเติมว่า “การเติบโตของธุรกิจคลินิกความงามไม่ได้วัดจากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าสาขาเดิมสามารถเติบโตได้อย่างไร และเราจะสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร ขณะเดียวกัน บทบาทของแพทย์ก็สำคัญมากขึ้นในการให้คำปรึกษาและแนะนำทางเลือกที่เหมาะสม เพราะความงามที่ดีไม่ใช่การทำหัตถการให้มากที่สุด แต่เป็นการดูแลอย่างพอดี ปลอดภัย และตอบโจทย์แต่ละบุคคล”
ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ THE KLINIQUE GROUP เดินหน้าพัฒนาพอร์ตธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการด้านความงามและสุขภาพของผู้บริโภค ผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจความงามและเวลเนส (Aesthetic & Wellness) ครอบคลุมแบรนด์ THE KLINIQUE, L.A.B.X, L’CLINIC, ACNE LABS CLINIC และ KLINIQ WELLNESS SPA กลุ่มธุรกิจศัลยกรรม (Surgery) ภายใต้ THE KLINIQUE SURGERY และ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ (Products) ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Supplements) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลความงามและสุขภาพ ทั้งจากบริการภายในคลินิกและการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน โดยมีบริการทางการแพทย์เป็นธุรกิจหลัก และกลุ่มผลิตภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดธุรกิจในระยะต่อไป
ในด้านตลาดทุน หุ้น KLINIQ ปิดการซื้อขายวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ 32.25 บาท เพิ่มขึ้น 50.70% จากราคาปิดสิ้นปี 2568 ท่ามกลางการติดตามแนวโน้มผลประกอบการและทิศทางการเติบโตของบริษัทจากนักลงทุน
กระแส Beauty Shift และ New Beauty Economy กำลังเปิดโอกาสให้กับอุตสาหกรรมความงามไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สามารถผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ เทคโนโลยี และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ขณะที่ THE KLINIQUE GROUP แสดงให้เห็นถึงศักยภาพผ่านผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ทั้งยอดขายสาขาเดิมและการขยายเครือข่ายธุรกิจ พร้อมเดินหน้าพัฒนาพอร์ตธุรกิจทั้ง 3 กลุ่ม เพื่อรองรับความต้องการด้านความงามและสุขภาพที่หลากหลาย และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว
ที่มา: ทริปเปิล เอท ไอเดียส์
ทริปเปิล เอท ไอเดียส์