ไทยผนึกเวทีโลก เปิดตัว Bangkok Blueprint ร่วมสกัดภัยไซเบอร์

                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • หุ้น 
  • หุ้นไทยผู้จัดการ360° 
  • ไทยผนึกเวทีโลก เปิดตัว Bangkok Blueprint ร่วมสกัดภัยไซเบอร์

    เผยแพร่: 14 ต.ค. 2569 16:32   ปรับปรุง: 14 ต.ค. 2569 16:32   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (WBG) ได้เปิดตัว Bangkok Blueprint ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานระดับสูงที่จัดทำขึ้น ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ป้องกัน ตรวจจับ และแก้ไขปัญหาภัยคุกคามจากการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่กำลังขยายตัวขึ้นในบริการทางการเงินดิจิทัล



    นอกจากการเงินดิจิทัลได้ขยายการเข้าถึงนวัตกรรม และประสิทธิภาพ ยังส่งผลให้เกิดการฉ้อโกงด้วยความเร็ว มีขนาด และความซับซ้อนที่มากขึ้นเช่นกัน การฉ้อโกงทางไซเบอร์ มีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเพิ่มมากขึ้น และได้รับการจัดอันดับโดยองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ให้เป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดในระดับโลก ร่วมกับการค้ายาเสพติดและการฟอกเงิน

    Bangkok Blueprint ฉบับนี้ เปิดตัวในระหว่างการประชุมประจำปี IMFWBG ปี 2026 โดยความร่วมมือกับทางการไทย ซึ่งกำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการ เพื่อช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ระบุช่องโหว่และพัฒนาแนวทางการตอบสนองที่ครอบคลุมและมีการประสานงานกัน การส่งเสริมแนวทางที่มีความสอดคล้องกันมากขึ้นระหว่างภาคส่วน และเขตอำนาจรัฐต่าง ๆ นี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในบริการทางการเงินดิจิทัล และสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องต่อการเติบโต และการเข้าถึงทางการเงิน

    ความเชื่อมั่นคือรากฐานของทุกระบบการเงิน เมื่อการเงินดิจิทัลขยายตัว ประเทศต่าง ๆ ต้องร่วมมือกัน เพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงทางไซเบอร์ และรักษาความมั่นใจในเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเติบโตและการเข้าถึง นางคริสตาลินา เกออร์กีวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าว

    Bangkok Blueprint จัดโครงสร้างตามเสาหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1.การวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์และกฎหมาย 2.การเสริมสร้างวงจรชีวิตของการบรรเทาภัยฉ้อโกง 3.การใช้ประโยชน์จากกรอบการบรรเทาความเสี่ยง และการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ 4.การขยายความร่วมมือภายในประเทศและระหว่างประเทศ และ 5.การส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภค และความยืดหยุ่นในการรับมือ

    ด้วยความตระหนักว่ารูปแบบการฉ้อโกง มักเกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และเครือข่ายโทรคมนาคม Bangkok Blueprint จึงเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบที่ชัดเจน และความร่วมมือที่ทันท่วงทีระหว่างภาคสาธารณะและภาคเอกชน ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ปรับใช้ข้อพิจารณา 12 ประการให้เหมาะสมกับสภาวะทางกฎหมาย สถาบัน และตลาดของตน


    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวบนเวทีเปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services โดยระบุว่า ปัจจุบันกลโกงดิจิทัลและสแกมเมอร์กลายเป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียเงินปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3% ของ GDP โลกขณะที่การประสานงานระหว่างประเทศ ในการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ยังมีน้อย หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงนำไปสู่เหตุผลของการทำ Bangkok Blueprint เพื่อร่วมมือกันและปรับใช้ให้เข้ากับบริบทแต่ละพื้นที่

    พร้อมกันนี้ ได้นำเสนอ 3 แนวทางสำคัญ จาก Bangkok Blueprint เพื่อทำให้คนใช้บริการทางการเงินอย่างปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในระบบการเงิน ได้แก่

    1.การพิจารณาทั้งระบบ เนื่องจากสแกมเมอร์เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล และผู้เสียหายอาจมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ดังนั้นผู้ให้บริการก็ต้องมีความรับผิดชอบ และแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดตั้งแต่ต้น และช่วยให้เหยื่อได้รับเงินคืน

    2.ความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากสแกมเมอร์ทำงานข้ามพรมแดน ซึ่งไทยหวังว่าพิมพ์เขียวนี้ จะนำไปใช้กันข้ามพรมแดน และส่งต่อให้องค์การระหว่างประเทศดำเนินการต่อได้

    3.การออกแบบเพื่อนำไปใช้ปฏิบัติจริง เนื่องจากแต่ละประเทศจะมีกฎหมายและศักยภาพต่างกัน ดังนั้นจึงต้องออกแบบสามารถใช้ข้ามพรมแดนได้ ซึ่งจะเป็นผลดีที่สุดเมื่อประเทศต่างๆ ได้นำไปใช้ และนำประสบการณ์ที่มีประโยชน์กลับคืนมา เพื่อกำหนดมาตรฐานต่อจากนี้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยใช้ไอเดียจากพิมพ์เขียวดังกล่าว ในการทำ Connect the Dots นั่นคือการรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานที่มีข้อมูลสแกมเมอร์มาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อหารูปแบบกลโกง โดยสิ่งเหล่านี้ได้ผลในไทย และเป้าหมายต่อไปคือการใช้ข้ามแดน

    หลายประเทศก็ประสบปัญหานี้ เราจึงเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้มากมาย หลังจากการประชุมนี้ อยากให้ประเทศต่างๆ ได้นำไปปรับใช้ สำหรับประเทศไทย เราโยงจุดเหล่านี้หรือ Connect the Dots ภายในประเทศ และสิ่งที่ต้องทำต่อคือการทำข้ามแดน ทั้งนี้หากทำได้จะสร้างระบบการเงินที่ทั่วถึง และมีภูมิคุ้มกันเพื่อคนของเรา เมื่อกลโกงเกิดขึ้นอย่างไร้พรมแดน ดังนั้นการตอบสนองก็ต้องข้ามพรมแดนเช่นกัน นายเอกนิติ กล่าว

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดตัวเอกสาร Bangkok Blueprint เพื่อป้องกันและรับมือภัยทุจริตทางการเงิน (Financial Scam) และความเสี่ยงทางไซเบอร์ (Cyber Risk) เพื่อให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการสร้างระบบคุ้มครองความปลอดภัยทางการเงินโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเร่งจัดการ 3 ด้าน ได้แก่

    1.การฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อบริการทางการเงิน โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า มูลค่าความเสียหายจากการฉ้อโกงทั่วโลกในปี 2568 อยู่ที่มากกว่า 440,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จำนวนคดีฉ้อโกงที่ใช้ช่องทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนเอเชีย มีสัดส่วนความเสียหายจากการฉ้อโกงทั่วโลกถึง 67% ในปี 2567 สะท้อนถึงความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และยกระดับมาตรการรับมือร่วมกันในระดับภูมิภาค

    2.ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และการปฏิบัติงาน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นตามการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทำให้ความเสียหายจากจุดใดจุดหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมได้

    3. ความเสี่ยงจากระบบนิเวศทางการเงินรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีเกิดใหม่มาใช้ในบริการทางการเงิน ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนากลไกกำกับดูแล และมาตรการป้องกันให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ และไม่สร้างความเสี่ยงต่อผู้ใช้บริการ

    นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินอยู่ที่มากกว่า 43,000 ล้านบาทในปี 2567 ก่อนลดลงเหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ความเสียหายลดลงเหลือเพียงกว่า 9,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการประสานความร่วมมือ และการดำเนินมาตรการอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยลดความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ

    นายวิทัย กล่าวว่า Bangkok Blueprint กำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการ ครอบคลุม 5 เสาหลัก ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่ เสาหลักที่ 1 ยกระดับรากฐานทางกฎหมายให้เข้มแข็ง โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานระดับประเทศ ความรับผิดชอบของแต่ละองค์กร และอำนาจตามกฎหมายที่เพียงพอสำหรับการป้องกันและจัดการปัญหาการฉ้อโกงทางการเงิน

    เสาหลักที่ 2 เสริมความเข้มแข็งตลอดวงจรการจัดการการฉ้อโกง ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มีความปลอดภัย การใช้มาตรการป้องกันที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ การตรวจจับความผิดปกติในระดับระบบ ไปจนถึงการตอบสนองและการช่วยเหลือผู้เสียหายให้สามารถกู้คืนเงินได้

    เสาหลักที่ 3 ใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและจัดการกับการฉ้อโกง โดยเชื่อมโยงเครื่องมือและกลไกที่มีอยู่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เสาหลักที่ 4 ขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างทันท่วงที และการดำเนินมาตรการร่วมกัน เพื่อให้สามารถติดตามและสกัดเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงได้แม้มีการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน

    เสาหลักที่ 5 ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความสามารถในการรับมือความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันระบบการเงินต้องมีความพร้อมในการรับมือและฟื้นตัวจากเหตุการณ์ผิดปกติ

    นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันการเงิน ยังได้กำหนดความคาดหวังร่วมกันและแสดงเจตนารมณ์ในการป้องกันไม่ให้ภาคการเงินของไทยถูกใช้เป็นช่องทางสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ผ่านกรอบการดำเนินงานเพื่อพิทักษ์ภาคการเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งมีการประกาศไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท.มุ่งเน้นการสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง ได้แก่ การยกระดับเกณฑ์เปิดบัญชีเงินฝากเพื่อกวาดล้างบัญชีม้า, การออกเกณฑ์ Know Your Merchant (KYM) ควบคุมผู้ให้บริการชำระเงินและตัวแทนพนันออนไลน์, การจำกัดและตรวจสอบการถอนเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ตลอดจนการร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ในการคุมเข้มการนำเงินสดไปเปลี่ยนสภาพเป็นทองคำแท่ง เงินตราต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล (USDT)

    นายวิทัย ระบุว่า หลังจากดำเนินมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ยอดการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทลดลงประมาณ 50% และยอดการถอนทองคำแท่งมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท ลดลงมากถึง 70% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการสร้างอุปสรรคในระบบการเงินสามารถชะลอการยักย้ายถ่ายเทเงินผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แม้ ธปท. จะไม่ได้มีอำนาจในการจับกุม หรือลงโทษผู้กระทำความผิดโดยตรง แต่เราใช้อำนาจในการบริหารจัดการระบบการเงินเพื่อสร้างคอขวด หรือเพิ่มความยากลำบากให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ