Apple ครองตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียม 65 เปอร์เซ็นต์ อานิสงส์จาก iPhone 17

Counterpoint Research เผยครึ่งปีแรกของปี 2026 มือถือพรีเมียมมีสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 29 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรวม โดย แอปเปิลครองส่วนแบ่ง 65 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยซัมซุงที่ 19 เปอร์เซ็นต์

Counterpoint Research เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ระบุว่า แอปเปิลได้ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมทั่วโลก 65 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขณะที่ตลาดพรีเมียมโดยรวมขยายตัวจนมีสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 29 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลก

รายงานนิยามสมาร์ทโฟนพรีเมียมก็คือ มือถือที่มีราคา 600 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป โดยสัดส่วน 29 เปอร์เซ็นต์ในครึ่งปีแรกของปี 2026 นี้ เพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากตัวเลขดังกล่าว แอปเปิลมีส่วนแบ่งยอดขายสมาร์ทโฟนพรีเมียม 65 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจาก 63 เปอร์เซ็นต์ในครึ่งแรกของปี 2025 แต่ยังต่ำกว่าระดับ 74 เปอร์เซ็นต์ในครึ่งแรกของปี 2022 ส่วนซัมซุงรักษาระดับไว้ที่ 19 เปอร์เซ็นต์เท่ากับปีก่อน และเพิ่มขึ้นจาก 17 เปอร์เซ็นต์ในปี 2022

Counterpoint ระบุว่าการเติบโต 9 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปีของ แอปเปิลมาจากผลงานยอดขายที่ดีของ iPhone 17 รุ่นมาตรฐาน

ฮาร์ชิต ราสโตกี นักวิเคราะห์อาวุโสของ Counterpoint Research ให้ความเห็นว่า ต้นทุนหน่วยความจำและชิ้นส่วนที่ปรับสูงขึ้นกำลังเปลี่ยนโครงสร้างราคาสมาร์ทโฟน และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเร่งผลักดันสินค้าไปสู่ระดับพรีเมียมมากขึ้น เมื่อราคาสมาร์ทโฟนของระบบปฏิบัติการ Android ระดับกลางขยับขึ้น ช่องว่างราคากับเครื่องระดับพรีเมียมจึงแคบลง โดยเฉพาะเครื่องเรือธงรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ลดราคา ทำให้เครื่องเรือธงกลายเป็นตัวเลือกอัปเกรดที่คุ้มค่ากว่าสำหรับผู้บริโภค

ราสโตกีระบุเพิ่มเติมว่า เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้ผลิตต่างขยายบริการสินเชื่อ โปรแกรมรับเทิร์นเครื่องเก่า และโปรแกรมซื้อคืน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยยกตัวอย่างซัมซุงที่ขยายโปรแกรม Galaxy Forever ไปยังหลายตลาด เพื่อให้อุปกรณ์เรือธงเข้าถึงได้มากขึ้น

Counterpoint ระบุด้วยว่า บรรดาแบรนด์ต่างผลักดันยอดขายสมาร์ทโฟนพรีเมียมผ่านโปรแกรมรับเทิร์น สินเชื่อ และการซื้อคืน พร้อมประเมินว่าแนวโน้มการขยับสู่ตลาดพรีเมียมจะดำเนินต่อไป จากปัจจัยด้านการจัดหาชิ้นส่วนที่ดีขึ้น ความต้องการที่สม่ำเสมอ และทางเลือกด้านสินเชื่อ

ที่มา: Counterpoint Research