AOT ลุ้นอัพไซด์กำไรปี 70 รับ AOTGA คว้างานคลังสินค้า-ภาคพื้น 6.7 หมื่นล้าน

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ วันที่ (9 ก.ย.69) ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้ บริษัท บริการภาคพื้นท่าอากาศยานกรุงเทพ จำกัด หรือ AOTGA เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการให้บริการคลังสินค้า ลานจอดอากาศยาน และบริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดย AOTGA จะเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP Net Cost
โครงการที่ AOTGA ได้รับสิทธิประกอบด้วยสัญญาหลัก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการให้บริการคลังสินค้า หรือ Cargo Handling รายที่ 3 ซึ่งครอบคลุมการให้บริการสินค้านำเข้าและส่งออก สินค้าถ่ายลำ พัสดุด่วน และสินค้าจากธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-commerce
ส่วนอีกโครงการเป็นการให้บริการลานจอดอากาศยาน อุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้น และผู้โดยสารรายที่ 3 ครอบคลุมการให้บริการอุปกรณ์สนับสนุนอากาศยาน การจัดการสัมภาระ และบริการภาคพื้นสำหรับผู้โดยสาร
ทั้งสองโครงการดำเนินงานภายใต้รูปแบบ/be PPP Net Cost มีระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี และมีมูลค่ารวมมากกว่า 67,000 ล้านบาท โดยขั้นตอนต่อไป บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT จะลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับ AOTGA เพื่อเริ่มดำเนินโครงการ
ทั้งนี้ AOTGA เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง AOT ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 49% และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด หรือ SAL ซึ่งถือหุ้น 51% โดย SAL เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY
บล.เคจีไอระบุว่า ตามแผนแม่บท ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการออกแบบให้รองรับการขนส่งสินค้าได้สูงสุด 3 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคลังสินค้าในเขตปลอดอากร หรือ Free Zone รองรับสินค้าได้ประมาณ 1.7-2.0 ล้านตันต่อปี ผ่านผู้ให้บริการหลัก 2 ราย
ผู้ให้บริการรายแรกคือ THAI Cargo หรือ TG Cargo ซึ่งรองรับสินค้าได้ประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี ส่วนรายที่สองคือ Bangkok Flight Services หรือ BFS Cargo รองรับสินค้าได้ประมาณ 500,000-700,000 ตันต่อปี
การเพิ่ม AOTGA เป็นผู้ให้บริการคลังสินค้ารายที่ 3 คาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้าของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีกประมาณ 400,000-600,000 ตันต่อปี สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ E-commerce สินค้าด่วน และสินค้าถ่ายลำ ตลอดจนสอดคล้องกับเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค
สำหรับผลต่อการดำเนินงาน บล.เคจีไอประเมินว่า AOTGA จะบริหารจัดการสินค้าประมาณ 400,000-600,000 ตันต่อปี ภายใต้สมมติฐานรายได้เฉลี่ย 10,000 บาทต่อตัน ส่งผลให้ AOTGA มีโอกาสสร้างรายได้ประมาณ 4,000-6,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อโครงการดำเนินงานเต็มขีดความสามารถ
หากกำหนดสมมติฐานอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ 20% คาดว่า AOT จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากสัดส่วนการถือหุ้น 49% ใน AOTGA ประมาณ 400-600 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นโอกาสเพิ่มต่อประมาณการกำไรสุทธิปีงบประมาณ 2570 ของ บล.เคจีไอประมาณ 1.5-2.2%
ทั้งนี้ บล.เคจีไอยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ AOT ในระยะยาว จากแผนขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับการเติบโตของการดำเนินงาน พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปีงบประมาณ 2570 ที่ 71 บาท อ้างอิงวิธีคิดลดกระแสเงินสด หรือ DCF ภายใต้สมมติฐานต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ย 9% และอัตราการเติบโตระยะยาว 2%