AMATA สู่เครื่องยนต์การเติบโตใหม่

หนึ่งในหุ้นนิคมอุตสาหกรรมไทยนั่นคือ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ที่เป็นหมุดหมายสำคัญของผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อ้างอิงจากบทวิเคราะห์จากหลักทรัพย์ กสิกรไทย (KS) สะท้อนภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดด บ่งชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทั้งในแง่ประกอบการระยะสั้นและแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 สร้างความประหลาดใจให้ตลาดอย่างมาก โดยสามารถทำกำไรสุทธิสูงถึง 1,580 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตระดับ 1,032% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนและเติบโต 15% จากไตรมาสก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ KS ถึง 38% และสูงกว่าประมาณการเฉลี่ยของตลาดถึง 40%
ปัจจัยหนุนหลัก 2 ประการ คือ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่แข็งแกร่ง ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม (IE) สามารถทำกำไรต่อหน่วยได้ดีเกินคาด และรายการพิเศษก้อนใหญ่ ที่ช่วยผลักดันบรรทัดสุดท้า (Net Profit) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มการเติบโตช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ามหาศาล ณ สิ้นไตรมาส 2/69 ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.84 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้การเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ เช่น อมตะซิตี้ ชลบุรี 2 ตั้งแต่ไตรมาส 3/68 เป็นต้นมา ประกอบกับการปรับปรุงกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้จากการขายที่ดินรายไตรมาสจะสามารถรักษาระดับสูงที่ 2,200-2,900 ล้านบาท ได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ครึ่งปีหลังสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ อาจมีที่ดินโครงการระยอง (มีอัตรากำไรต่ำกว่า) เพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากกำไรสุทธิครึ่งปีแรก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 73% ของประมาณการทั้งปีเรียบร้อยแล้ว จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิด Upside Risk หรือการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 ของ AMATA อีกทั้งมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากกำไรการขาย ASCLT 1 ในประเทศเวียดนามอีกด้วย
นอกจากธุรกิจขายที่ดินนิคมอตสาหกรรม ที่เป็นเครื่องยนต์หลักแล้ว เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 69 คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติให้บริษัท อมตะ ดิจิทัล ซิตี้ จำกัด (ADC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ AMATA ถือหุ้น 100% เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท
การเพิ่มทุนครั้งนี้เป็นการเปิดฉากลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมให้เช่าเต็มตัว ครอบคลุม โรงงานสำเร็จรูป (Ready-Built Factory) คลังสินค้า (Warehouse) และอาคารที่สร้างตามความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit)
ยุทธศาสตร์นี้เจาะกลุ่มเป้าหมายตลาดโลจิสติกส์ที่มีอัตราการเติบโตสูง โดยเป็นการขยายขอบเขตการลงทุนออก ไปนอกพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเดิมของ AMATA และบริษัทปิดกว้างสำหรับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) รวมถึงเตรียมขยายไปสู่ธุรกิจที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้ลูกค้ารายแรกได้ภายในช่วงครึ่งหลังปี 2569
นั่นจึงเป็นที่มาของคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น AMATA ราคาเป้าหมายกลางปี 2570 อยู่ที่ 35 บาท
โดยปัจจัยขับเคลื่อน “ระยะสั้น” มาจากยอดขายและยอดโอนที่ดินที่อยู่ระดับสูงจากฐานลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงโมเมนตัมกำไรรายไตรมาสทรงตัวระดับที่ดี ส่วนปัจจัยขับเคลื่อน “ระยะยาว” มาจากความคืบหน้า และการสร้างรายได้ประจำ จากธุรกิจใหม่อย่าง ADC จะช่วยยกระดับมูลค่า (Valuation) และลดความผันผวนของวัฏจักรธุรกิจในอนาคต