รายละเอียดทั้งหมด All NEW Nissan Rogue (X-Trail) ขุมพลัง e-POWER มอเตอร์คู่ 225 แรงม้า AWD - HeadLight Magazine

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 All NEW Nissan Rogue Hybrid (หรือ X-Trail) รหัสตัวถัง T34 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา นับเป็นครั้งแรกที่มีระบบขับเคลื่อน e-POWER เป็นขุมพลังหลักในสหรัฐฯ โดย Rogue Hybrid มาพร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบมอเตอร์คู่และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ให้กำลังรวมสูงสุด 225 แรงม้า ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปภายในทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไม่ได้เชื่อมต่อกำลังไปยังล้อโดยตรง โดย Nissan วางตำแหน่ง Rogue Hybrid ให้เป็นรถ SUV ที่ผสานการตอบสนองแบบรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับความสะดวกในการเติมน้ำมันแบบรถเครื่องยนต์สันดาป แบ่งการทำตลาดออกเป็น 3 รุ่นย่อยในช่วงแรก เริ่มจาก SV SR และ Platinum พร้อมด้วยออฟชั่นเพิ่มเติม SV Premium Package และ SR Tech Package

ด้านการออกแบบภายนอก Rogue Hybrid 2027 ยังคงแนวทางการออกแบบ “Refined and Tough” ของ Rogue รุ่นใหม่ โดยเน้นภาพลักษณ์ที่มีความทันสมัยควบคู่กับบุคลิกแบบ SUV ด้านหน้ามาพร้อมกระจังหน้าลาย Honeycomb ตามสมัยนิยม ทำให้ไฟหน้าแบบ Full-LED มีความกลมกลืนไปกับกระจังหน้าได้อย่างลงตัว ด้านข้างมีเส้นสายที่ส่งต่อมาจากรุ่นก่อนหน้า แต่ได้ปรับให้มีความโฉบเฉี่ยวกว่าที่เคย พร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ลวดลายแตกต่างกันในรุ่น SR และ Platinum ขณะที่รุ่นเริ่มต้น SV จะได้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

โครงสร้างตัวถังเป็นแบบ Unibody ใช้เหล็กกำลังสูงและวัสดุที่มีคุณสมบัติต้านทานการกัดกร่อน มาพร้อมมิติตัวถังมีความยาว 4,652 มิลลิเมตร กว้าง 1,849 มิลลิเมตร สูง 1,720 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อ 2,705 มิลลิเมตร 

ภายในห้องโดยสาร Nissan ยังคงเน้นพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย โดยติดตั้งเบาะนั่ง Zero Gravity พร้อมการปรับปรุงด้านเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร รวมถึงเพิ่มระบบเบาะนั่งที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้เป็นครั้งแรกใน Rogue นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เก็บของใต้คอนโซลกลาง ประตูคู่หลังที่เปิดได้เกือบ 90 องศา และจุดยึดเบาะนั่งเด็ก LATCH จำนวน 5 ตำแหน่ง ขณะที่พื้นที่เก็บสัมภาระมีความจุ 881 ลิตร เมื่อเบาะหลังอยู่ในตำแหน่งปกติ และเพิ่มเป็นประมาณ 1,866 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังลง

ด้านระบบ Infotainment ที่ Rogue Hybrid ติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้วเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนรุ่นที่สูงขึ้นได้รับหน้าจอขนาด 14.3 นิ้ว พร้อมระบบ Google built-in ซึ่งรองรับ Google Maps, Google Play Store และ Google Gemini ขณะที่รุ่น Platinum มาพร้อมระบบเครื่องเสียง Bose 10 ลำโพง นอกจากนี้ยังติดตั้งแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายแบบ Qi2 Magnetic กำลัง 15 W เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และรุ่น Platinum เพิ่มแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายเป็น 2 ตำแหน่ง

หัวใจสำคัญของ Rogue Hybrid คือระบบ e-POWER ซึ่ง Nissan พัฒนาต่อเนื่องมาแล้ว 3 เจเนอเรชัน และถูกนำไปใช้กับรถยนต์ Nissan มาแล้วเกือบ 2 ล้านคันใน 68 ประเทศนับตั้งแต่ปี 2016 สำหรับ Rogue Hybrid ระบบได้รับการปรับจูนให้เหมาะกับรูปแบบการขับขี่ในอเมริกาเหนือ โดยเครื่องยนต์จะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ขณะที่ล้อรถถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องมีชุดส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อ

เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าคือรหัส ZR15DDTe แบบ 3 สูบเรียง DOHC ความจุ 1.5 ลิตร บล็อกและฝาสูบอะลูมิเนียม พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จและระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงตรงสู่ห้องเผาไหม้แรงดันสูง (DIG) ให้กำลังสูงสุด 148 แรงม้า (HP) ที่ 5,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 232 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที อัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1 พร้อมระบบแปรผันวาล์วไอดีและไอเสีย รวมถึงหัวเทียนแบบ Iridium Fine-tipped และใช้เชื้อเพลิงเบนซินไร้สารตะกั่ว

ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้า AC Synchronous Permanent Magnet จำนวน 2 ตัว โดยมอเตอร์ด้านหน้าให้กำลังสูงสุด 202 แรงม้า (HP) ที่ 4,400–8,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 0–4,300 รอบ/นาที ส่วนมอเตอร์ด้านหลังให้กำลัง 134 แรงม้า (HP) ที่ 5,500–9,600 รอบ/นาที และแรงบิด 195 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 0–3,000 รอบ/นาที อย่างไรก็ตาม เมื่อทำงานร่วมกัน ระบบสามารถให้กำลังรวมสูงสุด 225 แรงม้า (HP) และส่งกำลังผ่านระบบ Dual Motor Electric AWD

ชุดแบตเตอรี่เป็น Lithium-ion สำหรับระบบ Hybrid ความจุ 1.67 kWh ทำหน้าที่กักเก็บพลังงานและจ่ายไฟให้ระบบขับเคลื่อน รวมถึงรับพลังงานกลับจากระบบ Regenerative Braking ขณะชะลอรถหรือเบรก โดย Rogue Hybrid ติดตั้ง e-Pedal เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งช่วยให้ผู้ขับควบคุมการเร่งและการชะลอรถผ่านแป้นคันเร่งเป็นหลัก พร้อมฟังก์ชัน Smooth Stop สำหรับช่วยให้การหยุดรถนุ่มนวลขึ้น ขณะที่ระบบมีโหมดการขับขี่ Standard Eco Sport Off-Road Snow และ Personal รวมถึงระบบ Active Brake Limited Slip และ Hill Start Assist

ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลงแบบ Hollow ขนาด 24.2 มม. และโช้กอัพแบบ Twin-tube ส่วนด้านหลังเป็นระบบอิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลงแบบ Hollow ขนาด 27.0 มม. และโช้กอัพแบบ Frequency Sensitive Damping ด้านระบบบังคับเลี้ยวใช้ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า อัตราทด 14.2:1 และหมุนจากซ้ายสุดถึงขวาสุด 2.5 รอบ ขณะที่ระยะต่ำสุดจากพื้นอยู่ที่ประมาณ 213–216 มม. ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย

ระบบเบรกติดตั้งดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าใช้จานเบรกขนาดประมาณ 350 x 30 มม. และด้านหลังขนาดประมาณ 330 x 16 มม. ทำงานร่วมกับระบบ ABS Electronic Brake-force Distribution (EBD) และ Brake Assist รวมถึง Electric Parking Brake พร้อม Auto-Hold และ Electric Booster นอกจากนี้ระบบ Regenerative Braking ยังช่วยนำพลังงานจากการชะลอรถกลับมาใช้ในระบบ Hybrid อีกครั้ง

ในด้านความปลอดภัยและระบบช่วยขับ Nissan ติดตั้ง ProPILOT Assist รุ่นล่าสุด พร้อมเรดาร์ด้านหน้าใหม่และกล้องที่มีมุมมองกว้างขึ้น 20% ระบบสามารถปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้ 4 ระดับ รองรับการขับที่ความเร็วต่ำถึง 19 กม./ชม. และได้รับการปรับปรุงการตอบสนองของพวงมาลัย รวมถึงการตรวจจับรถที่ชะลอหรือหยุดอยู่ด้านหน้าได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมี Auto Lane Change ที่ความเร็ว 60–137 กม./ชม. บนทางหลวงที่มีการแบ่งทิศทาง และ Hands-off Traffic Jam Support สำหรับการจราจรความเร็วต่ำ

สำหรับตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง Nissan ระบุว่า Rogue Hybrid รุ่น SR มีตัวเลขจากการทดสอบภายในที่ 17.0 กม./ลิตร ในเมือง 15.3 กม./ลิตร สำหรับเดินทางไกลและเฉลี่ยอยู่ที่ 16.2 กม./ลิตร ส่วนรุ่น SV และ Platinum ยังไม่มีตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอย่างเป็นทางการ 

ขณะที่น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ประมาณ 1,844 กิโลกรัม สำหรับรุ่น SV, 1,863 กิโลกรัม สำหรับรุ่น SR และ 1,890 กิโลกรัม สำหรับรุ่น Platinum โดยมีถังน้ำมันความจุประมาณ 53 ลิตร และรองรับการลากจูงสูงสุดประมาณ 680 กิโลกรัม ทั้งนี้ Nissan ระบุว่าตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็นข้อมูลจากการทดสอบภายใน และตัวเลข EPA อย่างเป็นทางการอาจแตกต่างจากค่าประมาณดังกล่าว

Nissan Rogue Hybrid 2027 จะเริ่มทำตลาดในสหรัฐอเมริกาด้วยรุ่น SR AWD และ SR Tech ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 ก่อนเปิดตัวรุ่น SV SR และ Platinum ครบไลน์อัพในช่วงต้นปี 2027 โดยผลิตที่โรงงาน Nissan Motor Kyushu ประเทศญี่ปุ่น ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 35,490 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,177,966 บาท) สำหรับรุ่น SV และ 43,490 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,442,998 บาท) ยังไม่รวมค่าจัดส่งปลายทาง ขณะที่ราคาแพ็คเกจ SV Premium Package และ SR Tech Package อยู่ที่ 2,100 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 69,825 บาท) และ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 133,520 บาท) ตามลำดับ ราคาทั้งหมดยังไม่รวมภาษีนำเข้าและค่าขนส่ง

ที่มา: Nissan