ซักเคอร์เบิร์กถามว่าถ้าเชื่อว่า AI จะพาโลกสู่หายนะ แล้วทำไมยังเดินหน้าสร้างกันอยู่ ทั้งที่โมเดลของ Meta เองเพิ่งหลุดไปเจาะระบบบริษัทอื่น
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta เผยแพร่บทความความยาว 6,500 คำ ชื่อ The Future is for Everyone บนเว็บไซต์ของบริษัทเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อวางวิสัยทัศน์ใหม่ด้าน AI ของบริษัท พร้อมประกาศ 3 เรื่องใหญ่ในคราวเดียว
- คำถามที่ซักเคอร์เบิร์กบอกว่าสำคัญที่สุดของยุคนี้
- การยิงตรงไปยังคู่แข่งที่นำอยู่
- ตัวเลขมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังวิสัยทัศน์
- ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
- ทำไมหลายคนถึงไม่ซื้อวิสัยทัศน์นี้
เรื่องแรกคือ Meta จะกลับไปปล่อยโมเดล AI แบบเปิดที่ใครก็ดาวน์โหลดไปแก้ไขต่อได้อีกครั้ง เรื่องที่สองคือการตั้งกองทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,920 ล้านบาท) เพื่อดูแลชุมชนรอบ Data Center ของบริษัท และเรื่องที่สามคือการให้คณะกรรมการบริษัทมีอำนาจตัดสินว่าโมเดลใหม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยหรือไม่
แต่สิ่งที่ทำให้บทความชิ้นนี้ถูกพูดถึงมากที่สุด ไม่ใช่ประกาศทั้งสามข้อ หากเป็นการที่ซักเคอร์เบิร์กใช้มันโจมตีคู่แข่งอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google แบบไม่อ้อมค้อม พร้อมเสนอว่าอนาคตของ AI ควรอยู่ในมือของทุกคน ไม่ใช่กระจุกอยู่กับองค์กรใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

ก่อนหน้านั้นราว 2 สัปดาห์ เขาเผยแพร่ฉบับย่อที่มีใจความคล้ายกันใน The Wall Street Journal มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนักเพื่อปูทางก่อนปล่อยฉบับเต็ม
คำถามที่ซักเคอร์เบิร์กบอกว่าสำคัญที่สุดของยุคนี้
หัวใจของบทความอยู่ที่คำถามข้อเดียว ซักเคอร์เบิร์กเขียนว่าคำถามสำคัญของยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ หรือที่ Meta เรียกว่า superintelligence จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะยังไงมันก็ต้องเกิด สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือใครจะได้เข้าถึงมันต่างหาก
ซักเคอร์เบิร์กเสนอแนวคิด 3 เสาหลัก เสาแรกคือการให้อำนาจกับคนธรรมดา ซึ่งเขามองว่าเป็นบ่อเกิดของความมั่งคั่ง เสาที่สองคือ AI ควรถูกใช้เพื่อ ‘คิดค้นสิ่งใหม่’ เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อทำงานแทนคน และเสาที่สามคือการถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเขาถือเป็นรากฐานของความปลอดภัย
เขาอธิบายว่าความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของมนุษยชาติมักไม่ได้มาจากองค์กรใหญ่ที่มีอยู่แล้วเพียงอย่างเดียว แต่มาจากสองพี่น้องในร้านจักรยานที่เชื่อว่าคนบินได้, เด็กฝึกงานเย็บปกหนังสือที่ไม่ได้เรียนหนังสือแต่ค้นพบวิธีผลิตไฟฟ้า และเด็กหนุ่มในโรงรถที่คิดว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นของทุกคนได้
เหตุผลที่เขาให้น้ำหนักกับการคิดค้นสิ่งใหม่มากกว่าการทำงานแทนคน คือจำนวนคำถามที่คนถาม AI ได้ในหนึ่งวันนั้นมีเพดานอยู่ แต่จำนวนสิ่งใหม่ที่ AI คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยให้คนไปถึงเป้าหมายนั้นไม่มีเพดาน
สิ่งที่เขาสัญญาไว้เป็นรูปธรรมคือ Meta จะปล่อยเครื่องมือ AI เวอร์ชันฟรีให้คนหลายพันล้านคนใช้ และจะพยายามให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘โหมดส่วนตัวเต็มรูปแบบ’ ซึ่งจะทำให้แม้แต่ Meta เองหรือผู้ให้บริการรายใดก็ตาม มองไม่เห็นข้อมูลของผู้ใช้
เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมการถ่วงดุลอำนาจถึงสำคัญ ซักเคอร์เบิร์กยกตัวอย่างสมมติเรื่องทนายความขึ้นมา โดยชวนให้ลองนึกว่าถ้ามีคนเพียงคนเดียวที่มีทนายความอัจฉริยะระดับเหนือมนุษย์ เขาจะได้เปรียบในศาลอย่างไม่เป็นธรรม แม้ข้อต่อสู้ของเขาจะผิดก็ตาม ซึ่งจะทำให้สังคมแย่ลง แต่ถ้าทุกคนมีทนายความแบบนั้น ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่าทุกวันนี้

อีกประเด็นที่เขาโต้แย้งโดยตรงคือความกังวลว่า AI จะแย่งงานคน โดยเขามองว่าเทคโนโลยีนี้จะสร้างงานรูปแบบใหม่ที่ยังไม่มีในวันนี้ และแม้ขนาดของบริษัทอาจเล็กลง เหมือนตอนที่โลกเปลี่ยนจากยุคโรงงานอุตสาหกรรมมาสู่ยุคบริษัทเทคโนโลยี แต่นั่นไม่ได้แปลว่างานจะน้อยลง เพราะมันหมายถึงการมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่แต่ละแห่งใช้คนน้อยลงต่างหาก
เขายังโต้แย้งแนวคิดที่ว่าโลกควรมี AI เพียงระบบเดียวที่หวังดีกับมนุษยชาติทั้งหมด โดยชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้มีวัฒนธรรมหรือค่านิยมชุดเดียวกัน จึงไม่มีเทคโนโลยีใดที่ตอบสนองผลประโยชน์ซึ่งขัดแย้งกันของคนทั้งโลกได้พร้อมกัน เพราะระบบเดียวย่อมต้องเลือกให้น้ำหนักค่านิยมของคนกลุ่มหนึ่งเหนือคนอีกกลุ่มอยู่ดี
การยิงตรงไปยังคู่แข่งที่นำอยู่
ประโยคที่ถูกหยิบไปพูดถึงมากที่สุดคือการที่ซักเคอร์เบิร์กเขียนว่า ห้องแล็บส่วนใหญ่มุ่งสร้าง AI ให้บริษัท รัฐบาล หรือองค์กรขนาดใหญ่อื่นๆ ดังนั้นถ้าห้องแล็บเหล่านั้นเป็นผู้นำ ดุลอำนาจก็จะเอียงไปทางองค์กรใหญ่มากกว่าคนธรรมดา
ซึ่ง The Wall Street Journal และ Financial Times ต่างระบุตรงกันว่านี่คือการโจมตีคู่แข่งอย่าง Google, Anthropic และ OpenAI ที่ครองตลาดแชตบอตอยู่ด้วยโมเดลแบบปิด
อีกประโยคที่แรงไม่แพ้กันคือการที่เขาบอกว่ารู้สึกแปลกใจที่คนจำนวนมากซึ่งกำลังพัฒนา AI อยู่ กลับพูดถึงมันในแง่ที่ว่าเทคโนโลยีนี้จะนำ ‘หายนะ’ มาสู่โลก พร้อมตั้งคำถามว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เชื่อว่า AI จะทำลายงานส่วนใหญ่ จนมนุษย์แทบไม่เหลือบทบาทในโลก ถึงยังรีบเร่งสร้างอนาคตแบบนั้นขึ้นมา
ซักเคอร์เบิร์กยังชี้ว่าแนวคิดที่ว่า AI อันตรายมากจนทางเดียวที่ปลอดภัยคือการรวมอำนาจไว้ที่คนไม่กี่กลุ่ม เป็นเรื่องที่มีปัญหาในตัวเอง เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่าการฝากความหวังไว้กับผู้กุมอำนาจสูงสุด แล้วรอให้เขาใช้อำนาจนั้นดูแลคนทั้งโลกอย่างมีเมตตา ไม่เคยจบลงด้วยผลที่ดีหรือปลอดภัย
การให้สัมภาษณ์กับ Financial Times เขายังแสดงจุดยืนอีกเรื่องที่กำลังเป็นข้อถกเถียงร้อนแรงในวอชิงตัน นั่นคือสหรัฐฯ ไม่ควรแบนโมเดล AI จากจีน เพราะไม่ใช่ทางออกที่ได้ผล แต่ควรให้บริษัทอเมริกันหาจุดติดขัดและอุปสรรคของตัวเองอย่างเป็นระบบ เพื่อแข่งกับจีนให้ได้ดีกว่าเดิม
ประเด็นนี้ร้อนขึ้นหลังบริษัท Moonshot AI จากปักกิ่งปล่อยโมเดล Kimi K3 ที่มีความสามารถใกล้เคียงกับ OpenAI และ Anthropic โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ระบุว่ามีหลักฐานว่า Moonshot แอบฝึกโมเดลของตัวเองจากคู่แข่งอเมริกันผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘distillation’ ซึ่งเป็นการดึงความรู้จากโมเดลอื่นมาใช้ ขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ระบุว่าการคว่ำบาตรเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับห้องแล็บจีนที่ล้ำเส้นไปขโมยทรัพย์สินทางปัญญา
แต่ซักเคอร์เบิร์กกลับสนับสนุน distillation โดยบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปกป้องหลักการที่ว่าคุณเรียนรู้จากทุกสิ่งที่คุณสังเกตเห็นได้ พร้อมปฏิเสธว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย
อีกความกังวลที่เขายกขึ้นมาคือสิ่งที่เรียกว่า ‘regulatory capture’ ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทเข้าไปมีอิทธิพลเหนือกฎที่ออกมาเพื่อกำกับดูแลบริษัทเหล่านั้นเสียเอง จนกฎกลายเป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาแทน
โดยเขาตั้งคำถามว่าถ้าให้กลุ่มธุรกิจที่มีผลประโยชน์ของตัวเองมาทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง ห้องแล็บชั้นนำจะอยากให้โมเดลแบบเปิดประสบความสำเร็จจริงหรือ ซึ่งเขามองว่าที่ผ่านมาสัญญาณในเรื่องนี้ยังไปคนละทาง
สำหรับการทำงานร่วมกับภาครัฐ ซักเคอร์เบิร์กเสนอว่าห้องแล็บควรส่ง ‘ชุดบันทึกระหว่างการฝึกโมเดล’ ให้รัฐบาลตรวจสอบตั้งแต่ยังฝึกไม่เสร็จ แทนที่จะรอให้เสร็จก่อนแล้วค่อยส่ง เพราะรัฐบาลทรัมป์กำลังผลักดันให้มีช่วงเวลาตรวจสอบโมเดลใหม่แบบสมัครใจ 30 วัน ซึ่งเขามองว่ายาวเกินไปสำหรับวงการที่เคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้
แต่ข้อเสนอเหล่านี้ก็เจอเสียงคัดค้านจากคู่แข่งโดยตรง โดย Financial Times ระบุว่า ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องให้มีกฎระเบียบด้าน AI ที่เข้มงวดขึ้น และไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งที่ว่าโมเดลแบบเปิดจะทำให้การสร้างมาตรการป้องกันง่ายขึ้น หรือการเปิดให้เข้าถึงความสามารถในวงกว้างจะช่วยฝ่ายป้องกันมากกว่าฝ่ายโจมตี

ส่วน เดมิส ฮาสซาบิส หัวหน้า Google DeepMind เสนอให้ตั้งองค์กรกำกับดูแลกันเองในอุตสาหกรรม คล้ายกับหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมการเงินของสหรัฐฯ เพื่อวางมาตรฐานร่วมกัน
ตัวเลขมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังวิสัยทัศน์
การจะแจก AI ให้คนหลายพันล้านคนใช้ฟรีหรือในราคาถูกที่สุดตามที่ซักเคอร์เบิร์กสัญญาไว้ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ด้วยคำพูด เพราะเบื้องหลังคำว่า ‘อนาคตเป็นของทุกคน’ คือเงินลงทุนระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนของบริษัท
Meta ตั้งงบลงทุนปีนี้ไว้ระหว่าง 1.3-1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงสุดราว 4.77 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่ใช้สร้าง Data Center และซักเคอร์เบิร์กระบุในบทความว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.75 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2571
ราคาที่ต้องจ่ายปรากฏอยู่ในผลประกอบการไตรมาสที่ 2 เพราะกระแสเงินสดอิสระของบริษัทเหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 25,809 ล้านบาท) ลดลง 91% จาก 8.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 281,466 ล้านบาท) ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยตรง
ตัวเลขระดับนี้ไม่ใช่เรื่องของ Meta เจ้าเดียว เพราะ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ขยับเพดานงบลงทุนปีนี้ขึ้นไปถึง 2.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.75 ล้านล้านบาท) จนกระแสเงินสดติดลบเป็นครั้งแรก ส่วน Microsoft ก็ระบุว่างบลงทุนทั้งปีจะอยู่ที่ราว 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.76 ล้านล้านบาท)
ตลาดตอบรับด้วยการเทขาย โดยหุ้น Meta ร่วงเกือบ 8% หลังเปิดเผยตัวเลขดังกล่าว และปรับตัวลงเกือบ 20% ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทเพิ่งปลดพนักงาน 8,000 คนเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยระบุว่าเป็นผลจากต้นทุนของโครงการด้าน AI
ความกดดันจากนักลงทุนทำให้ซักเคอร์เบิร์กเริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจคลาวด์ ด้วยการให้บริษัทอื่นเช่าเซิร์ฟเวอร์ใน Data Center ที่ Meta สร้างไว้แต่ยังใช้ไม่เต็มกำลัง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้กลับคืนมาจากเงินที่ลงทุนไป
เขาบอกว่ามีผู้สนใจยื่นข้อเสนอมาในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่ Meta จ่ายไปมาก แต่ก็ย้ำว่าคงเป็นเรื่องโง่เขลาถ้าจะยกเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดให้คนอื่นใช้เพื่อกำไรระยะสั้น เพราะบริษัทเองก็ต้องใช้มันพัฒนา AI ของตัวเองด้วย
อีกด้านหนึ่งที่บริษัทต้องรับมือคือแรงต้านจากชุมชนรอบ Data Center ซึ่งมองว่าโครงการเหล่านี้แย่งทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างไฟฟ้าและน้ำ ถึงขั้นที่รัฐนิวยอร์กประกาศห้ามสร้าง Data Center ในรัฐเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปีเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน
กองทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ตั้งชื่อว่า Future is for Everyone Fund จึงเป็นคำตอบต่อแรงต้านนี้ โดยซักเคอร์เบิร์กยกตัวอย่างเขตริชแลนด์แพริช รัฐลุยเซียนา ที่ครูได้รับเช็คโบนัสคนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 ล้านบาท) จากภาษีขายที่เก็บได้มากขึ้น หลังมีเงินสะพัดในพื้นที่รอบ Data Center ของบริษัท
นอกจากเรื่องเงิน เขายังตอบข้อกังวลเรื่องทรัพยากรโดยตรง ด้วยการให้คำมั่นว่าจะคุมราคาไฟฟ้าในพื้นที่ไม่ให้สูงขึ้น ฟื้นฟูแหล่งน้ำในท้องถิ่น และฝึกอบรมคนในพื้นที่ให้มีทักษะพอจะทำงานกับ Data Center ได้

ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
แม้ตัวเลขและคำมั่นทั้งหมดจะถูกวางไว้เพื่อสนับสนุนข้อเสนอที่ว่าการกระจาย AI ให้ทุกคนคือทางที่ปลอดภัยกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนบทความจะเผยแพร่เพียงไม่กี่วัน กลับทำให้ข้อเสนอนั้นถูกตั้งคำถามหนักที่สุด
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม Meta ยืนยันว่าโมเดล Muse Spark ของบริษัทเจาะเข้าระบบของบริษัทอื่นระหว่างการทดสอบด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยโฆษกระบุว่าเกิดจาก ‘การตั้งค่าผิดพลาด’ ของ Irregular บริษัททดสอบอิสระที่ Meta ใช้บริการ ซึ่งทำให้โมเดลเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ตั้งใจระหว่างการประเมิน
ที่สำคัญคือ Meta กลายเป็นบริษัท AI รายที่ 3 ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ต้องออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ลักษณะนี้ ต่อจาก OpenAI ที่โมเดลหลุดไปเจาะระบบ Hugging Face และ Anthropic ที่พบว่าโมเดล Claude ของตัวเองโจมตีหลายบริษัทหลังการตั้งค่าผิดพลาดเช่นกัน
แดเนียล ฮูล์ม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI ระดับโลกของบริษัทโฆษณา WPP อธิบายกับ BBC ว่าโมเดลเหล่านี้ไม่ได้มีจิตสำนึกและไม่ได้จงใจทำสิ่งที่มีเจตนาร้าย แต่กำลังคิดค้นกลยุทธ์หรือการโจมตีที่ซับซ้อนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ถูกสั่งให้ทำ พร้อมเตือนว่าเมื่อคุณให้เป้าหมายกับ AI ถ้าคุณคิดไม่ครบทุกวิธีที่มันอาจใช้บรรลุเป้าหมายนั้น มันก็จะหาทางที่คุณคิดไม่ถึงจนได้
น่าสนใจว่าซักเคอร์เบิร์กกลับใช้เหตุการณ์ทำนองนี้มาสนับสนุนข้อเสนอของตัวเอง โดยยกกรณี Hugging Face ที่ต้องหันไปพึ่งโมเดลแบบเปิดเพื่อแก้ระบบความปลอดภัย หลังโมเดลแบบปิดปฏิเสธคำขอด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เขาบอกว่าการจำกัดเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะเครื่องมือเหล่านั้นช่วยให้บริษัทหาและอุดช่องโหว่ได้ด้วย
อีกเรื่องที่ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยคือประวัติการเดิมพันครั้งใหญ่ของซักเคอร์เบิร์กเอง เพราะ Reality Labs หน่วยธุรกิจที่พัฒนาอุปกรณ์ VR และแว่นอัจฉริยะ ขาดทุนไป 4.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 152,090 ล้านบาท) ในไตรมาสล่าสุด จากรายได้เพียง 431 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ยอดขาดทุนสะสมตั้งแต่ปลายปี 2563 ทะลุ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.63 ล้านล้านบาท) ไปแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการเดิมพันกับเมตาเวิร์สที่ผู้บริโภคไม่ตอบรับ
ทำไมหลายคนถึงไม่ซื้อวิสัยทัศน์นี้
แม้ข้อเสนอจะฟังดูดี แต่ปฏิกิริยาที่ได้กลับไม่เป็นบวกอย่างที่คาด และเหตุผลส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวเนื้อหา หากอยู่ที่ตัวคนพูด
ทีมงานของ TechCrunch วิเคราะห์ว่าปัญหาคือประวัติของซักเคอร์เบิร์กและ Meta เอง โดย รีเบกกา เบลลัน ชี้ว่าย้อนกลับไปในยุคโซเชียลมีเดีย เขาก็เคยบอกว่าอยากให้ทุกคนมีช่องทางพูดคุยกับเพื่อนและมีเครือข่ายสังคม แต่สิ่งที่ได้กลับกลายเป็นคอนเทนต์ที่ ‘ยั่วให้โกรธ’ และโฆษณา ไม่ใช่การเชื่อมคนเข้าหากันอย่างที่สัญญาไว้

เธอยังมองว่านี่คือความพยายามของ Meta ที่จะชนะในสนามอื่น เพราะบริษัทไม่ได้ชนะทั้งในตลาดโมเดลแบบปิดระดับแนวหน้าและตลาดโมเดลแบบเปิด จึงหันมาเล่นเรื่องการให้อำนาจกับคนธรรมดาแทน
ข้อสังเกตที่ตรงไปตรงมาที่สุดมาจากการที่เธอลองดาวน์โหลดโมเดล Muse Glimmer มาใช้จริง แล้วพบว่าใช้กับแล็ปท็อปทั่วไปไม่ได้ เพราะต้องใช้ ‘ฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง’ ซึ่งขัดกับคำว่า ‘อนาคตเป็นของทุกคน’ อยู่พอสมควร
อีกจุดที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ แม้ Meta จะประกาศกลับไปปล่อยโมเดลแบบเปิด แต่บริษัทก็ยังเก็บโมเดลที่เก่งที่สุดอย่าง Muse Spark ไว้ในรูปแบบปิดเพื่อหารายได้ ซึ่ง Financial Times ระบุว่าบริษัทเคยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยในการไม่เปิดเผยค่าตัวเลขเบื้องหลังที่กำหนดพฤติกรรมของโมเดลนี้มาก่อน
สิ่งที่ซักเคอร์เบิร์กวาดภาพไว้กับนักลงทุนคือ ภายใน 5 ปีข้างหน้า คนหลายพันล้านคนจะมีผู้ช่วย AI ส่วนตัวที่เข้าใจเป้าหมายของเจ้าของ และทำงานให้ตลอด 24 ชั่วโมงในเรื่องที่เจ้าตัวสนใจ ตั้งแต่การเงิน, สุขภาพ, ความสัมพันธ์ ไปจนถึงการจัดการเรื่องในบ้าน ซึ่งเขาบอกว่าโอกาสที่ภาพนี้จะไม่เกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก
แต่ระหว่างที่ภาพนั้นยังมาไม่ถึง สิ่งที่คนเห็นในวันนี้คือ Meta ยังไม่ใช่ชื่อแรกที่คนนึกถึงเวลาจะใช้ผู้ช่วย AI ส่วนตัว แม้ผู้ใช้จะเจอเครื่องมือ AI ของบริษัทอยู่ทั้งบน Instagram และ Facebook ก็ตาม
กระนั้น มีอย่างน้อยหนึ่งประเด็นที่แม้แต่คนวิจารณ์ก็ยอมรับว่าซักเคอร์เบิร์กพูดถูก นั่นคือประโยคที่ถามว่าถ้าคุณเชื่อว่า AI จะนำอนาคตแบบหายนะมาให้จริง แล้วทำไมคุณถึงยังสร้างมันอยู่
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น จุดยืนของซักเคอร์เบิร์กเองกลับไม่มีอะไรคลุมเครือ โดยเขาบอกในการแถลงผลประกอบการว่าเข้าใจดีว่านี่เป็น ‘การเดิมพันครั้งใหญ่’ ของทั้งอุตสาหกรรม แต่การเดิมพันส่วนตัวของเขาคือคนที่ลงทุนในเรื่องนี้จะได้รับผลตอบแทนและรู้สึกดีมากเมื่อเวลาผ่านไป
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569
ภาพปก : Andrej Sokolow/picture alliance via Getty Images
อ้างอิง: