AI กับโลกยุค AI Diplomacy & Green AI


ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่มองปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ฉลาดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ สร้างภาพ วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยตัดสินใจ

แต่หากมองจากพัฒนาการปี 2026 เราพบว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “เทคโนโลยี” ไปเป็น “ยุทธศาสตร์ของรัฐ” อย่างเต็มรูปแบบ

ประเทศมหาอำนาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครจะมีโมเดล AI ที่เก่งที่สุดอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันว่าใครจะเป็นผู้กำหนดกติกา มาตรฐาน และระบบนิเวศของ AI ในระดับโลก

การประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC) ที่นครเซี่ยงไฮ้ สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศผลักดันการจัดตั้ง World AI Cooperation Organization (WAICO) พร้อมเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึง AI อย่างเท่าเทียม และย้ำว่า AI ไม่ควรถูกผูกขาดโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่อาจเรียกว่า AI Diplomacy หรือการใช้ AI เป็นเครื่องมือทางการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ในอดีตการทูตแข่งขันกันผ่านการค้า การลงทุน และความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา แต่ในอนาคต การแบ่งปันโมเดล AI การถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกอบรมบุคลากร และการกำหนดมาตรฐาน AI อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลระหว่างประเทศไม่ต่างจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานหรือความตกลงการค้าเสรี

AI จึงไม่ได้เป็นเพียงสินค้าทางเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็น Soft Power รูปแบบใหม่

ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของโลก ออสเตรเลียกำลังส่งสัญญาณที่แตกต่างออกไป รัฐบาลประกาศจัดตั้ง Office of AI เพื่อกำกับดูแล AI ในระดับประเทศ พร้อมเชื่อมโยงการพัฒนา AI เข้ากับนโยบายพลังงาน การใช้น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล

แนวคิดนี้สะท้อนว่า AI ไม่ใช่เพียงเรื่องของซอฟต์แวร์ แต่เป็นเรื่องของไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ

ทุกครั้งที่เราถาม AI ทุกครั้งที่ AI ประมวลผล หรือทุกครั้งที่โมเดลขนาดใหญ่ถูกฝึกสอน ล้วนต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานและน้ำในปริมาณมหาศาล

จึงเกิดแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Green AI ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงสร้าง AI ที่ฉลาดกว่าเดิม แต่ต้องเป็น AI ที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ปล่อยคาร์บอนต่ำ และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

หาก AI Diplomacy เป็นการมอง AI ผ่านเลนส์ของภูมิรัฐศาสตร์ Green AI ก็คือการมอง AI ผ่านเลนส์ของความยั่งยืน

ทั้งสองแนวคิดกำลังเปลี่ยนบทบาทของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรัฐไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ใช้ AI” อีกต่อไป แต่ต้องเป็น “ผู้กำกับดูแลระบบนิเวศของ AI”

โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ AI เป็นมากกว่าปัญญาประดิษฐ์ หากแต่เป็นทั้งเครื่องมือทางการทูต โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น การแข่งขันด้าน AI ในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ใครมี AI ที่ฉลาดที่สุด” แต่วัดกันที่ว่า “ใครสามารถกำกับดูแล AI ให้สร้างคุณค่าต่อประชาชนโลกและอนาคตได้ดีที่สุด”

(ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์)