สหรัฐฯ บีบพันธมิตรเลือกข้างเปิดศึก AI กับจีน นักลงทุนต้องเปลี่ยนเกมคิด อย่ามองแค่ “หุ้น AI”

การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ จากเดิมที่เป็นการแข่งขันว่าใครจะพัฒนาโมเดล AI ได้เก่งกว่า กำลังขยายวงไปสู่การแย่งชิงชิปเซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน แร่ธาตุสำคัญ ตลอดจนถึงพันธมิตรทางเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ พยายามรักษาความได้เปรียบผ่านการควบคุมเทคโนโลยีและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาประเทศคู่แข่งน้อยลง ขณะที่จีนกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง พร้อมผลักดัน AI แบบ Open-weight เพื่อขยายอิทธิพลในตลาดโลก

สถานการณ์ยิ่งชัดเจนขึ้น หลัง สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เปิดตัว “World Artificial Intelligence Cooperation Organization” เมื่อเดือนกรกฎาคมเพื่อเป็นกรอบความร่วมมือด้าน AI ที่มีจีนเป็นแกนนำ และเป็นทางเลือกคู่ขนานกับกรอบความร่วมมือ Pax Silica ของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกันโมเดล AI แบบ Open-weight ของจีนกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและไล่ตามโมเดลจากบริษัทสหรัฐฯ อย่าง OpenAI และ Anthropic ทำให้การแข่งขันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนโยบายรัฐบาลอีกต่อไป แต่เริ่มส่งผลโดยตรงต่อทิศทางธุรกิจและการลงทุนในอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก

สหรัฐฯ จ่อบีบพันธมิตร “เลือกข้าง”

ล่าสุดมีรายงานว่า สหรัฐฯ เตรียมแจ้งเตือนหลายสิบประเทศให้เลือกข้างในการแข่งขันด้าน AI กับจีน โดยเตือนว่าประเทศที่เข้าร่วมกรอบความร่วมมือด้าน AI ของจีนอาจถูกตัดออกจากพันธมิตร AI ที่นำโดยสหรัฐฯ ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และร่างจดหมายภายในของรัฐบาล

เมื่อปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เปิดตัวโครงการ Pax Silica ซึ่งมีเป้าหมายสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับโมเดล AI เซมิคอนดักเตอร์ และแร่ธาตุสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้นระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง

โดยปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วมโครงการดังกล่าวประมาณ 10 ประเทศ หนึ่งในนั้น คือ คาซัคสถาน ซึ่งเป็นแหล่งแร่สำคัญที่มีศักยภาพ และเป็นประเทศเดียวที่ทราบว่าขณะนี้เข้าร่วมทั้งกรอบความร่วมมือของสหรัฐฯ และจีน นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้

ร่างจดหมายดังกล่าวจัดทำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และส่งถึง 35 ประเทศที่ร่วมลงนามใน “AI Opportunity Statement” เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกกรอบ Pax Silica และประเทศอื่น ๆ ที่แสดงความต้องการร่วมมือด้าน AI กับสหรัฐฯ

หวังสกัดทรัพยากรไม่ให้ไหลไปจีน

การผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเลือกข้าง มีเป้าหมายเพื่อจำกัดทรัพยากรที่จีนสามารถเข้าถึงได้ ในการแข่งขันเพื่อพัฒนา AI ที่มีความก้าวหน้าสูงสุด ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจ

ร่างจดหมายระบุว่า “การเป็นส่วนหนึ่งของทุกอย่าง เท่ากับไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอะไรเลย” พร้อมย้ำว่าการลงนามในปฏิญญา Pax Silica ไม่ใช่เพียงการสมัครเป็นสมาชิก แต่เป็น “พันธะผูกพัน” และเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เลือกอย่างรอบคอบในประเด็น AI อีกทั้งระบุอีกว่า “ไม่สามารถดำรงสถานะดังกล่าวควบคู่ไปกับการเป็นสมาชิกในโครงการอื่นที่ซ้ำซ้อน และมีข้อคาดหวังที่ขัดแย้งกับแนวทางของเราได้” แม้จะไม่ได้กล่าวถึงจีนโดยตรง

ทั้งนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าสหรัฐฯ จะส่งจดหมายดังกล่าวเมื่อใด หรือเนื้อหาจะถูกแก้ไขก่อนส่งหรือไม่ เนื่องจากร่างจดหมายไม่มีการระบุวันที่ ขณะที่สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันระบุว่า จีนไม่เห็นด้วยกับการนำประเด็นการค้าและเทคโนโลยีมาเป็นเรื่องการเมือง โดยโฆษกสถานทูตกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว “จะขัดขวางความก้าวหน้าด้าน AI ของโลก และไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด”

ข้อตกลง Pax Silica มีเป้าหมายผลักดันให้พันธมิตรและประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ รวมถึงการใช้มาตรการควบคุมการส่งออก และท้ายที่สุดเพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่แข่งในด้านแร่ธาตุสำคัญ โมเดล AI และชิปเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อน AI

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจกลายเป็นการแข่งขันเพื่อควบคุม AI Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่แร่ธาตุที่ใช้ผลิตชิป → เครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ → ชิปประมวลผล → Data Center → Cloud → Foundation Model → ไปจนถึงแอปพลิเคชัน AI

และหากสหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันให้พันธมิตรเลือกข้างจริง ห่วงโซ่อุปทานของ AI โลกอาจเริ่มแยกออกเป็น 2 Ecosystem มากขึ้น ซึ่งจะทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเลือกตลาด เทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจอย่างระมัดระวังมากกว่าเดิม

แล้วนักลงทุนหุ้น AI ต้องจับตาอะไร?

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนของธีมการลงทุน AI จากเดิมที่ตลาดให้ความสำคัญกับการมีโมเดล AI ที่ดีที่สุดไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ ใครควบคุมระบบนิเวศ AI ได้มากที่สุด

1. หุ้นชิปอาจกลายเป็นสนามรบสำคัญที่สุด

หากการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนรุนแรงขึ้น ชิป AI จะกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เพราะเป็นหัวใจของ Data Center และระบบ AI หมายความว่าบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่อยู่ในห่วงโซ่ของสหรัฐฯ และพันธมิตร อาจได้รับแรงหนุนจากการลงทุนเพื่อสร้าง Supply Chain ที่ปลอดภัยและลดการพึ่งพาจีน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การควบคุมการส่งออกก็อาจจำกัดตลาดของบริษัทเหล่านี้เช่นกัน เพราะจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่

2. “AI Winner” อาจไม่ได้มีแค่ผู้พัฒนาโมเดล

นักลงทุนควรมองให้กว้างกว่า OpenAI, Anthropic หรือบริษัทผู้พัฒนาโมเดล เพราะการลงทุน AI กำลังครอบคลุมตั้งแต่ชิป หน่วยความจำ เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย Data Center พลังงาน Cloud และซอฟต์แวร์

ล่าสุดนักลงทุนรายใหญ่เริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีขนาดใหญ่และควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้มาก เช่น Microsoft, Amazon และ Google เนื่องจากมีทั้งกำลังประมวลผล เงินทุน และฐานลูกค้ารองรับการลงทุนระยะยาว

3. ต้องระวัง “China Discount” และ “Geopolitical Premium”

หากโลก AI แบ่งเป็นสองขั้วมากขึ้น บริษัทที่มีรายได้หรือ Supply Chain ผูกกับจีนอาจถูกตลาดประเมินความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร อาจได้รับ Geopolitical Premium จากความต้องการสร้าง Supply Chain ที่ปลอดภัย แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นฝั่งสหรัฐฯ จะขึ้นทั้งหมด เพราะ Valuation ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะหลังตลาด AI มีการลงทุนมหาศาลใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน

4. แร่สำคัญอาจกลายเป็น “สินทรัพย์ AI” ที่นักลงทุนต้องจับตา

การแข่งขัน AI กำลังทำให้แร่ธาตุสำคัญมีความสำคัญมากขึ้น เพราะการสร้างชิปและโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีต้องพึ่งพาวัตถุดิบจำนวนมาก ดังนั้นหุ้นเหมืองและบริษัทแปรรูป Critical Minerals อาจกลายเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับความสนใจ หากสหรัฐฯ และพันธมิตรเร่งสร้าง Supply Chain นอกจีน กรณีคาซัคสถานจึงมีความสำคัญมาก เพราะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องพันธมิตรทางเทคโนโลยี แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมขั้นสูงด้วย

5. ความผันผวนของหุ้น AI อาจสูงขึ้น

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องระวังคือการแข่งขันครั้งนี้อาจทำให้ AI Trade มีความผันผวนมากกว่าเดิม เพราะทุกครั้งที่สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการควบคุมการส่งออก หรือจีนพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนได้สำเร็จ ตลาดอาจต้องปรับประมาณการกำไรของบริษัทในห่วงโซ่ AI ใหม่ ซึ่งที่ผ่านมา หุ้นชิปสหรัฐฯ เคยถูกเทขายจากความกังวลทั้งเรื่องต้นทุนการลงทุน AI ที่สูงและการแข่งขันจากจีน ก่อนที่ตลาดจะเริ่มกลับมาโฟกัสว่าบริษัทใดจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว

ทั้งนี้หากสหรัฐฯ เดินหน้ากดดันพันธมิตรให้เลือกข้างจริง นักลงทุนอาจต้องจับตา 4 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ ชิปและเซมิคอนดักเตอร์, Data Center และพลังงาน, Critical Minerals และบริษัทที่ควบคุมแพลตฟอร์ม AI ดังนั้น สำหรับคนที่ลงทุนในหุ้น AI สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงผลประกอบการหรือความสามารถของโมเดล แต่รวมถึงนโยบายส่งออกของสหรัฐฯ ความก้าวหน้าของ AI จีน การแบ่งขั้วของ Supply Chain และต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI เพราะปัจจัยเหล่านี้กำลังกลายเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็น “ผู้ชนะ” และใครอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังในรอบการลงทุน AI ครั้งต่อไป

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -