ไทยจะใช้ AI อย่างไรให้คนรุ่นใหม่มีงานดีและรายได้สูง? คำตอบจากประธานธนาคารโลก

AI จะแย่งงาน หรือจะเป็นบันไดพาคนไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง และช่วยสร้างงานที่ดี ที่มีรายได้สูง ให้คนรุ่นใหม่ คือหนึ่งในประเด็นสำคัญ Ajay Banga, President, World Bank Group ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ

  • ไม่ต้องแข่งสร้าง AI ยักษ์ แต่ต้อง ‘ใช้ให้เป็น’
  • AI กระทบงานไทยน้อยกว่าที่กลัว ภัยจริงคือหุ่นยนต์
  • AI ที่ดีทำให้คนเก่งขึ้น ไม่ได้มาแทนคน
  • ทำอย่างไรให้ผลิตภาพกลายเป็นค่าแรง
  • พื้นฐานต้องมาก่อน AI
  • 5 เครื่องยนต์พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

คำตอบของ Banga มองไทยในแง่ดีกว่าที่หลายคนคิด

“ผมคิดว่าไทยสามารถก้าวเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงได้ในอีก 10-12 ปีข้างหน้า โดยใช้จุดแข็งด้านบริการดิจิทัล การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง รวมถึงการเกษตร” Banga กล่าว โดยมองเบื้องว่าเบื้องหลังการพัฒนาเหล่านี้คือ การประยุกต์ใช้ AI

แต่เส้นทางนั้นไม่ได้อยู่ที่การไล่ตามสหรัฐฯ หรือจีนในสนาม AI เขามองว่าไทยต้องใช้ AI ในแบบที่ต่างออกไป และสิ่งที่สำคัญกว่า AI คือพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ต้องแข็งแรงก่อน

ไม่ต้องแข่งสร้าง AI ยักษ์ แต่ต้อง ‘ใช้ให้เป็น’

Banga ยอมรับว่าไทยได้อานิสงส์จากการบูมของ Data Center อยู่บ้าง เพราะไทยเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าเทคโนโลยีสูงที่เก่ง แต่เขาใช้คำว่า ได้ประโยชน์ “เล็กน้อย” เท่านั้น

เหตุผลคือการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ต้องมี 5 อย่างพร้อมกัน คือ พลังประมวลผลมหาศาล ไฟฟ้ามหาศาล ข้อมูลจำนวนมาก คนที่ใช้เป็น และเงินทุนก้อนใหญ่ ซึ่งมีตลาดเกิดใหม่น้อยแห่งที่มีครบ

ทางที่เหมาะกว่าคือการนำ ‘แอปพลิเคชัน’ AI มาใช้แก้ปัญหาจริง ไม่จำเป็นต้องมี Data Center ระดับ Hyperscale แต่ต้องมีข้อมูลท้องถิ่น และ AI ที่สร้างให้พอดีกับขนาด และตรงกับเป้าหมาย (Built for size, built for purpose)

“พลังของ AI ที่ถูกนำมาใช้เป็นแอปพลิเคชันสำหรับตลาดเกิดใหม่ จะไม่ทิ้งตลาดเกิดใหม่ไว้ข้างหลัง” Banga กล่าว พร้อมเตือนว่าหากทุกคนมุ่งแต่เรื่อง LLM อย่างเดียว นั่นจะกลายเป็นปัญหา

AI กระทบงานไทยน้อยกว่าที่กลัว ภัยจริงคือหุ่นยนต์

เมื่อถูกถามว่า AI จะแย่งงานคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือไม่ Banga ตอบด้วยตัวเลขของธนาคารโลกว่า ผลกระทบจะลดลงตามระดับรายได้ของประเทศ

ประเทศพัฒนาแล้ว งานราว 20-30% อาจได้รับผลกระทบจาก AI

ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงแบบไทย ลดลงเหลือ 10-12%

ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ เหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว

เขามองว่าสิ่งที่คนไทยควรกังวลมากกว่า AI คือหุ่นยนต์ในภาคการผลิต ขณะที่หลายอาชีพที่เป็นจุดแข็งของไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบเลย

“AI แทนที่การท่องเที่ยวไม่ได้ คุณแทนที่ไกด์ ผู้จัดการโรงแรม หรือวัฒนธรรมและคุณค่าของประเทศแบบนี้ไม่ได้” Banga กล่าว

นอกจากการท่องเที่ยว เขายกตัวอย่างธุรกิจเกษตร สาธารณสุข การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ว่าเป็นภาคส่วนที่ยังสร้างงานได้อีกมาก

AI ที่ดีทำให้คนเก่งขึ้น ไม่ได้มาแทนคน

Banga ยกตัวอย่างคลินิกสาธารณสุขที่ธนาคารโลกทำร่วมกับรัฐบาลอินโดนีเซีย แต่ละคลินิกมีพยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ และผดุงครรภ์ เมื่อคนไข้มาพร้อมผื่นที่พยาบาลดูไม่ออก ก็ถ่ายรูปส่งให้แพทย์ส่วนกลาง แพทย์ใช้ AI ช่วยวินิจฉัย แล้วสั่งยาหรือนัดพบแพทย์เฉพาะทางได้ทันที

พนักงานทั้งสามคนยังอยู่ครบ แต่ทำงานได้มากขึ้นและดีขึ้น ส่วนในอินเดีย เกษตรกรหญิงที่อ่านหนังสือไม่ออกสามารถส่องมือถือ 3G ไปที่ใบพืชที่เป็นโรค แล้วรู้ทันทีว่าต้องซื้อยาตัวไหนจากสหกรณ์

ธนาคารโลกตั้งเป้าขยายผลในลักษณะนี้ให้เร็วขึ้น หลังจาก 3 ปีที่ผ่านมา บริการสาธารณสุขพื้นฐานที่ดีขึ้นเข้าถึงคนแล้ว 600 ล้านคน เป้าหมายคือ 1,500 ล้านคนภายในปี 2030 และจะเชื่อมเกษตรกร 200 ล้านคนเข้ากับเทคโนโลยีใน 3-4 ปีข้างหน้า

สำหรับไทย Banga เล่าว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งสาธิตแอปพลิเคชันของธนาคารไทยแห่งหนึ่ง ที่ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงสินเชื่อ ประกัน และระบบจัดการสต๊อกสินค้า เขามองว่านี่คือตัวอย่างที่ขยายผลได้ทั้งผ่านธนาคาร รัฐบาล และภาคเอกชน

ทำอย่างไรให้ผลิตภาพกลายเป็นค่าแรง

จากคำถามที่ว่า ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI อาจไปตกอยู่ที่กำไรของบริษัทใหญ่และผู้ถือหุ้น แทนที่จะกลายเป็นค่าจ้างที่สูงขึ้นของคนทำงาน

Banga ตอบว่าค่าจ้างจะขึ้นก็ต่อเมื่อบริษัทต้อง ‘แย่ง’ คนที่มีทักษะ ถ้านายจ้างเลือกคนได้ 1 คนจากผู้สมัคร 5 คน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายมาก แต่ถ้าต้องหาคน 5 คนจากคนที่มีอยู่เพียง 6 คน ค่าจ้างจะต่างออกไปทันที การสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะจึงเป็นหัวใจสำคัญ

เขามองว่าการศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ระดับประถม เพราะถ้าพื้นฐานไม่แข็งแรง ก็ไม่มีทางตามทันคนอื่น และตั้งคำถามว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการจริงๆ คือปริญญา หรือทักษะที่ตรงกับงานที่กำลังเกิดขึ้น สอดคล้องกับที่ Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เสนอให้ฝังการฝึกทักษะตั้งแต่ระดับมัธยม

อีกทางคือการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เป็นเจ้าของธุรกิจ Banga มองว่าคนรุ่นนี้ต่างจากรุ่นเขาที่เข้าทำงานบริษัทเดียวไปตลอดชีวิต ธนาคารโลกจึงเปิดศูนย์ผู้ประกอบการในหลายประเทศ ให้คำปรึกษากฎหมายและบัญชีฟรี และตั้งกองทุน VC ร่วมกับรัฐบาล โดยให้นักลงทุนมืออาชีพเป็นคนเลือกธุรกิจที่น่าลงทุน

“คนหนุ่มสาวจะรู้สึกว่ารัฐบาลและคนอย่างพวกเราอยู่ข้างเดียวกับพวกเขา เพราะโอกาสมีอยู่ทุกที่ ถ้ามีเงินทุน” Banga กล่าว

พื้นฐานต้องมาก่อน AI

Banga ย้ำว่าการสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ไม่ได้มีแค่เรื่อง AI เขาเล่าจากประสบการณ์ที่เคยบริหารบริษัทเอกชนมาหลายปีว่า ถ้าต้องเลือกลงทุนในตลาดใดตลาดหนึ่ง เขาจะดู 2 สิ่งก่อนเสมอ

  1. โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน สะพาน สนามบิน ดิจิทัล ไฟฟ้า น้ำ ไปจนถึงทุนมนุษย์ด้านทักษะและสาธารณสุข
  2. กฎระเบียบที่คาดการณ์ได้ เรียบง่าย และโปร่งใส ทั้งกฎหมายแรงงาน กฎหมายที่ดิน และกฎหมายล้มละลาย

เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า ถ้าเปิดโรงแรมในประเทศหนึ่งต้องใช้ใบอนุญาต 61 ใบ แต่อีกประเทศใช้แค่ 5 ใบ นักลงทุนจะเลือกที่ไหนก็คงเดาได้ไม่ยาก

เมื่อพื้นฐานพร้อม ธนาคารโลกจะช่วยลดความเสี่ยงให้เอกชนกล้าลงทุน ผ่านการประกันความเสี่ยง การปล่อยกู้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น และการรับความเสียหายส่วนแรก ปีที่แล้วธนาคารโลกดึงเงินเอกชนมาร่วมลงทุนได้ 1.12 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อ 3 ปีก่อน

“มันไม่ใช่แค่เรื่อง AI ปัญหาใหญ่กว่านั้นมาก มันคือพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ทำงานได้จริง” Banga กล่าว

5 เครื่องยนต์พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

Banga ชี้ว่าไทยมีโอกาสมหาศาลใน 10 ปีข้างหน้า หากโฟกัสที่ 5 เครื่องยนต์

  1. ธุรกิจเกษตร
  2. บริการดิจิทัล
  3. การผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง
  4. การท่องเที่ยว
  5. ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

แม้จะเน้นเรื่องคนและงาน แต่ Banga ย้ำว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังสำคัญ เขาเปรียบว่าเป็น ‘ป้อมปราการ’ ที่ประเทศสร้างไว้รับมือวิกฤต และมองว่าไทยเคยผ่านบทเรียนราคาแพงมาแล้ว

“วันนี้เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทกค่อนข้างใหญ่จากราคาพลังงานได้ และยังมองเห็นการเติบโต เพราะคุณมีงบดุลที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยมี” Banga กล่าว

สิ่งเดียวที่ทำให้เขากังวล คือโลกที่แตกแยกมากขึ้น ในวันที่ปัญหาเดิมก็หนักอยู่แล้ว

“1 บวก 1 เท่ากับ 3 ถ้าเราร่วมมือกัน” Banga กล่าวทิ้งท้าย