AHF กระตุกไทยอย่าระเริง ก่อหนี้สาธารณะจนหลงลืมพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

หนี้สาธารณะไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความสามารถของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยหนี้ในระดับสูง จนมีงบประมาณเหลือสำหรับบริการสาธารณะที่จำเป็นลดลง โดยรายงาน A World of Debt 2025: It is Time for Reform ขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ระบุว่า ประชากรราว 3,400 ล้านคนทั่วโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่จ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงกว่างบประมาณด้านสุขภาพหรือการศึกษา และในปี 2024 ประเทศเหล่านี้มีภาระดอกเบี้ยรวมกันสูงถึง 921,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ มีหนี้สาธารณะราว 12.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66% ของ GDP ในปี 2025 ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงระดับหนี้ที่ประเทศต้องแบกรับ แต่คือการบริหารภาระหนี้ควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการของประชาชน ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation: AHF) จึงจัดเวทีเสวนาภายใต้แคมเปญ “Freedom from Debt” เพื่อผลักดันแนวทางจัดการหนี้สาธารณะที่เป็นธรรม ผ่าน 3 ข้อเสนอ เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนได้มากขึ้น
สารัช ชิม ผู้อำนวยการมูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation: AHF) สำนักงานภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า วิกฤตหนี้โลกกำลังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน หลายประเทศต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการลงทุนด้านสุขภาพและการศึกษา ขณะที่หนี้สินทั่วโลกสูงกว่า 235% ของ GDP โลก สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเงินระหว่างประเทศที่ดึงทรัพยากรออกจากประเทศต่าง ๆ มากกว่าสนับสนุนการพัฒนา จึงจำเป็นต้องปฏิรูปกติกาและสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

สารัช กล่าวต่อว่า จากรายงาน A World of Debt 2025: It is Time for Reform ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนา 61 ประเทศต้องจัดสรรรายได้รัฐบาลตั้งแต่ 10% ขึ้นไปเพื่อจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ ขณะที่ตั้งแต่ปี 2563 ประเทศกำลังพัฒนามีต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณ 2-4 เท่า ภาระดังกล่าวจำกัดงบประมาณที่ควรนำไปลงทุนในบริการสาธารณะ โดยเฉพาะระบบสุขภาพและการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน
สำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชีย สารัช กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน Country Debt Service Burdens 2024 ระบุว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลก อยู่ที่ 366,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66% ของ GDP และมีภาระชำระหนี้สูงถึง 61.25% ของรายได้รัฐบาล หรือคิดเป็น 12.50% ของ GDP โดยงบประมาณที่ใช้ชำระหนี้สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษา 4.18 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุข 3.22 เท่า
ขณะที่ สปป.ลาว มีภาระชำระหนี้คิดเป็น 99.75% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษา 8.08 เท่า และด้านสาธารณสุข 9.08 เท่า ส่วนอินโดนีเซียมีภาระชำระหนี้ 33.04% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษา 2.02 เท่า และด้านสาธารณสุข 2.3 เท่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็น จึงต้องบริหารจัดการหนี้ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรสำหรับดูแลประชาชน
สารัช กล่าวต่อว่า AHF เสนอแนวทางเชิงนโยบาย 3 ประการ ได้แก่ 1. สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศผู้กู้ผ่าน Borrowers’ Forum เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และเพิ่มอำนาจต่อรองกับเจ้าหนี้ระหว่างประเทศ 2. กำหนดกลไกพักชำระหนี้เมื่อเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขหรือภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณรับมือและฟื้นฟูประเทศ และ 3. จัดเก็บเงินสมทบ 1% จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI (AI Solidarity Levy) เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการบรรเทาภาระหนี้และการคุ้มครองทางสังคม ภายใต้แนวคิดความเป็นธรรมด้านหนี้ (Debt Justice) และแคมเปญ Freedom from Debt ที่มุ่งปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศให้เป็นธรรม โดยไม่ได้เรียกร้องให้ยุติการชำระหนี้ทั้งหมด แต่ต้องการสร้างกลไกรองรับวิกฤตและเปิดโอกาสให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลสุขภาพ การศึกษา สิทธิขั้นพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเหมาะสม

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงประสบการณ์ทำงานในรัฐบาลช่วงวิกฤตการเงินปี 2540 และวิกฤตการเงินโลกว่า เห็นความแตกต่างของแนวทางรับมืออย่างชัดเจน โดยช่วงที่ไทยขอความช่วยเหลือจาก IMF เงื่อนไขเน้นมาตรการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ ขณะที่วิกฤตการเงินโลกในเวลาต่อมา ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้มาตรการเข้มงวดในลักษณะเดียวกัน แม้ประเทศต่าง ๆ จะฟื้นตัวจากวิกฤตได้ในระดับหนึ่ง แต่หลายประเทศไม่สามารถกลับมามีขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่งคั่งเทียบเท่าก่อนเกิดวิกฤตได้อย่างสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องทบทวนแนวทางจัดการหนี้ให้คำนึงถึงทั้งเสถียรภาพทางการเงินและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว
อภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นสำคัญคือการรักษาพื้นที่ทางการคลังสำหรับด้านสุขภาพ โดยไม่ควรวัดความก้าวหน้าของประเทศจาก GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชนด้วย เพราะสุขภาพสะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีและการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ดังนั้นการจัดหาเงินทุนด้านสุขภาพและการผลักดันแนวคิด ความเป็นธรรมด้านสุขภาพ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับความสนใจควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้สิน
“ขณะนี้ในประเทศไทยมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งนำรายได้จากภาษีสุราและบุหรี่มาสนับสนุนโครงการส่งเสริมสุขภาพขององค์กรพัฒนาเอกชน ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณายกเลิกกลไกการจัดสรรเงินทุนดังกล่าว และนำงบประมาณของ สสส. ไปรวมไว้ในระบบงบประมาณปกติ โดยให้เหตุผลว่าจะช่วยเสริมสร้างวินัยทางการคลังและให้การบริหารงบประมาณเป็นไปตามระบบของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของฝ่ายค้าน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจลดความเป็นอิสระของ สสส. ทำให้โครงการส่งเสริมสุขภาพอ่อนแอลง และจำกัดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนานโยบายสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงความสำคัญของกลไกเงินทุนที่ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและตอบสนองความต้องการของประชาชน” อภิสิทธิ์ กล่าว
อภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การจัดเก็บเงินสมทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เนื่องจาก AI อาจเข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมาก ส่งผลให้ฐานภาษีจากรายได้แรงงานลดลง ขณะที่รายได้และความมั่งคั่งกระจุกตัวในภาคเทคโนโลยี กลไกนี้จึงอาจช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลและรักษาพื้นที่ทางการคลังสำหรับดูแลประชาชน โดยมีมุมมอง 3 ประการ ได้แก่ 1. กำหนดให้ชัดเจนว่าใครมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ 2. ป้องกันไม่ให้บริษัทผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาหรือค่าบริการ และ 3. สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการย้ายฐานธุรกิจไปยังพื้นที่ที่มีภาษีต่ำ ทั้งความเป็นธรรมด้านหนี้ ความเป็นธรรมด้านสุขภาพ และการจัดเก็บรายได้ในยุค AI จึงควรได้รับการพิจารณาควบคู่กัน เพื่อให้รัฐบาลมีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือความเหลื่อมล้ำและดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

โคอี้ ดาลีน นักกลยุทธ์อาวุโสด้านการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจของ Partner in Health (PIH) กล่าวว่า ข้อเสนอในการแก้ไขวิกฤตหนี้ประกอบด้วย 4 แนวทาง ได้แก่ การยกเลิกหนี้ที่ไม่ชอบธรรมและไม่ยั่งยืน การสนับสนุน Borrowers’ Club หรือกลุ่มประเทศผู้กู้ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองร่วมกัน การผลักดันกลไกของสหประชาชาติสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐ เพื่อให้การจัดการหนี้มีธรรมาภิบาลและเปิดให้มีส่วนร่วมอย่างเป็นประชาธิปไตย ตลอดจนการผลักดันกฎหมายในประเทศซีกโลกเหนือเพื่อป้องกันเจ้าหนี้เอกชนฟ้องร้องประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตหนี้
โคอี้ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศในซีกโลกใต้ ซึ่งมีถึง 45 ประเทศที่ใช้งบประมาณจ่ายดอกเบี้ยหนี้มากกว่างบประมาณด้านสุขภาพ ขณะที่วิกฤตหนี้โลกยังทวีความรุนแรงจากภาระหนี้ที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ การลดความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังและจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชน
“ในการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกตลอดสัปดาห์นี้ PIH มองว่า แนวทางที่ทั้งสององค์กรผลักดัน ทั้งนโยบายรัดเข็มขัดและการแปรรูป ยังไม่สามารถแก้ไขต้นตอของวิกฤตได้อย่างยั่งยืน จึงร่วมสนับสนุนแคมเปญ Freedom from Debt กับ AIDS Healthcare Foundation พร้อมเรียกร้องให้องค์กรด้านสุขภาพและการพัฒนาร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการไหลออกของทรัพยากรจากการชำระหนี้และรายได้ภาษี ควบคู่กับการสนับสนุนความช่วยเหลือและเงินทุนเพื่อรับมือวิกฤตเร่งด่วน ตลอดจนทำงานร่วมกับชุมชนและรัฐบาลเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพที่ยั่งยืน ให้เงินทุนที่เพิ่มขึ้นสามารถนำไปพัฒนาระบบสุขภาพและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด” โคอี้ กล่าว
