ถอดรหัส Aeon: อาณาจักรอมตะจากร้านกิโมโนสู่เบอร์หนึ่งค้าปลีกญี่ปุ่น ตอนที่ 2 อเมริกันดรีม และการควบรวมเพื่อเปลี่ยนโลก

ถอดรหัส Aeon: อาณาจักรอมตะจากร้านกิโมโนสู่เบอร์หนึ่งค้าปลีกญี่ปุ่น ตอนที่ 2 อเมริกันดรีม และการควบรวมเพื่อเปลี่ยนโลก

บทความโดย : Morika www.marumura.com

ถ้าเราพูดถึงช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่านั่นคือช่วงหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1945

ญี่ปุ่นในเวลานั้นเปรียบเสมือนประเทศที่ถูกกดปุ่มรีเซ็ตใหม่ทั้งหมด เมืองสำคัญหลายแห่งถูกระเบิดจนราบเป็นหน้ากลอง เศรษฐกิจพังทลาย และผู้คนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางความขาดแคลนอย่างแสนสาหัส

เมืองยกไกจิ จังหวัดมิเอะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน โอคาดายะ อาณาจักรค้าปลีกท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมนี้พ้น ร้านค้าที่เคยรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยลูกค้า ถูกไฟสงครามเผาผลาญจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน

ถอดรหัส Aeon: อาณาจักรอมตะจากร้านกิโมโนสู่เบอร์หนึ่งค้าปลีกญี่ปุ่น ตอนที่ 2 อเมริกันดรีม และการควบรวมเพื่อเปลี่ยนโลก

Okadaya, Yokkaichi, Mie Prefecture

ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ทายาทรุ่นที่ 7 ของตระกูลโอคาดะ ผู้มีนามว่า ทาคุยะ โอคาดะ ในวัยเพียงยี่สิบต้นๆ ต้องก้าวขึ้นมารับช่วงต่อกิจการที่แทบจะไม่เหลืออะไรเลย

Takuya Okada

สำหรับชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยวาเซดะ การต้องมากอบกู้ธุรกิจครอบครัวจากศูนย์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยวิญญาณของพ่อค้าที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือด เขาไม่ได้จมปลักอยู่กับความสูญเสีย ทาคุยะเริ่มต้นใหม่ด้วยการสร้างเพิงไม้เล็กๆ บนพื้นที่เดิม และเริ่มนำเสื้อผ้าเท่าที่หาได้มาวางขาย

ในยุคที่ผู้คนไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าดีๆ จะสวมใส่ โอคาดายะกลับมาเป็นที่พึ่งของชาวเมืองอีกครั้ง และด้วยความยึดมั่นในปรัชญา ลูกค้าคือที่หนึ่งเสมอ ธุรกิจที่เริ่มต้นจากเพิงไม้ก็ค่อยๆ ฟื้นตัวและเติบโตกลับมาเป็นร้านค้าที่แข็งแกร่งได้อีกครั้งในยุคที่ญี่ปุ่นกำลังเร่งฟื้นฟูประเทศ

เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1950 โอคาดายะเริ่มขยายสาขาในระดับท้องถิ่น และนำระบบการขายแบบ บริการตนเอง หรือ Self-service ซึ่งเป็นของใหม่ในยุคนั้นมาใช้ ทำให้ยอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย และถ้าทาคุยะเป็นแค่ผู้บริหารที่พอใจกับความสำเร็จในพื้นที่ของตัวเอง เรื่องราวของ Aeon ก็คงจะจบลงแค่การเป็นร้านค้าที่ประสบความสำเร็จในระดับจังหวัดเท่านั้น

แต่ความยิ่งใหญ่ของผู้นำ มักจะถูกวัดกันที่วิสัยทัศน์ในการมองเห็นพายุที่ยังมาไม่ถึง

ในช่วงทศวรรษ 1960 ทาคุยะ โอคาดะ ได้ตัดสินใจเดินทางไปดูงานด้านธุรกิจค้าปลีกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และการเดินทางครั้งนั้นเอง ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา

เมื่อเท้าของเขาแตะแผ่นดินอเมริกา ทาคุยะต้องตกตะลึงกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาได้เห็นห้างสรรพสินค้าขนาดมหึมา ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เต็มไปด้วยสินค้าละลานตา และศูนย์การค้าที่กว้างใหญ่ไพศาล

แต่สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจที่สุด ไม่ใช่ขนาดของร้านค้า แต่คือโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า Chain Store หรือเครือข่ายร้านค้าปลีกที่มีสาขาจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ

เขาได้ศึกษาการทำงานของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Sears และ J.C. Penney จนค้นพบความลับที่ว่า เมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่และมีสาขามากพอ พวกเขาจะเกิดการประหยัดต่อขนาด หรือ Economies of Scale ซึ่งทำให้สามารถกดต้นทุนการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้ต่ำลงมหาศาล นำไปสู่การตั้งราคาขายที่ถูกกว่าคู่แข่ง และกวาดต้อนลูกค้ามาได้ทั้งหมด

ทาคุยะตระหนักได้ทันทีว่า ภาพที่เขาเห็นในอเมริกา คือภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นในญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเขากลับมาที่ญี่ปุ่น ความกังวลของเขาก็กลายเป็นความจริง บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศอย่าง Daiei และ Ito-Yokado เริ่มขยายสาขาอย่างดุดันข้ามภูมิภาค พวกเขามีทุนหนา มีอำนาจต่อรองสูง และพร้อมที่จะบดขยี้ร้านค้าปลีกท้องถิ่นให้ราบคาบ

ทาคุยะรู้ดีว่า หากโอคาดายะยังคงยืนหยัดต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในฐานะร้านค้าท้องถิ่น วันหนึ่งพวกเขาก็จะต้องถูกยักษ์ใหญ่เหล่านี้กลืนกินไปในที่สุด

คำถามสำคัญคือ แล้วร้านค้าท้องถิ่นจะเอาตัวรอดจากสึนามิลูกนี้ได้อย่างไร

ในโลกธุรกิจ เมื่อเราไม่สามารถเอาชนะศัตรูที่ตัวใหญ่กว่าด้วยตัวคนเดียวได้ ทางออกเดียวที่มีคือการหาพันธมิตร และนั่นคือที่มาของแนวคิดที่ทาคุยะเรียกว่า การบริหารแบบสหพันธรัฐ หรือ Renpo Keiei

ทาคุยะไม่ได้คิดจะไปขอรวมกิจการกับยักษ์ใหญ่เพื่อยอมเป็นเบี้ยล่าง แต่เขาเลือกที่จะเดินไปหาผู้ประกอบการร้านค้าปลีกท้องถิ่นในภูมิภาคอื่น ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน มีความกังวลเหมือนกัน และมีอุดมการณ์เดียวกัน

เขาได้พบกับ คาซูอิจิ ฟูทากิ เจ้าของร้าน ฟูทากิ ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกที่แข็งแกร่งในจังหวัดเฮียวโกะ และ จิโร อินุเอะ เจ้าของร้าน ชิโระ จากเมืองโอซาก้า

ผู้นำทั้งสามคนนั่งจับเข่าคุยกัน และต่างก็มองเห็นอนาคตที่ตรงกันว่า หากพวกเขายังต่างคนต่างอยู่ ความตายคือสิ่งเดียวที่รออยู่เบื้องหน้า แต่ถ้าพวกเขานำทรัพยากร ความรู้ และสาขามารวมกัน พวกเขาจะกลายเป็นผู้เล่นระดับประเทศที่มีขนาดใหญ่พอจะต่อกรกับใครก็ได้

แต่ปัญหาคลาสสิกของการควบรวมกิจการก็คือ อัตตา หรือ Ego ของผู้ก่อตั้ง ไม่มีใครอยากสูญเสียชื่อบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือ และไม่มีใครอยากเป็นลูกน้องของใคร

ทาคุยะ โอคาดะ เข้าใจจุดอ่อนนี้ดี เขาจึงเสนอหลักการที่ยิ่งใหญ่และแสดงให้เห็นถึงความใจกว้างอย่างที่สุด นั่นคือการควบรวมครั้งนี้ จะเป็นการควบรวมของผู้ที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

พวกเขาตกลงกันว่าจะลบชื่อบริษัทเดิมของแต่ละคนทิ้งไปทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีความรู้สึกว่าใครถูกใครกลืนกิน และร่วมกันสร้างบริษัทใหม่ขึ้นมาด้วยกัน

ลองจินตนาการดูนะครับว่า การยอมทิ้งชื่อ โอคาดายะ ที่บรรพบุรุษสร้างและรักษามานานกว่า 200 ปีนั้น ต้องใช้ความกล้าหาญและความเสียสละมากขนาดไหน แต่นี่คือการทำตามปรัชญา จงติดล้อให้เสาหลัก อย่างแท้จริง เมื่อโลกเปลี่ยนไป ธรรมเนียมเดิมๆ ก็ต้องพร้อมที่จะถูกสลัดทิ้งเพื่อความอยู่รอด

และในที่สุด ปี 1969 การเจรจาประวัติศาสตร์ก็เป็นผลสำเร็จ โอคาดายะ, ฟูทากิ และ ชิโระ ได้ประกาศควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน และตั้งชื่อบริษัทใหม่ว่า JUSCO ซึ่งย่อมาจาก Japan United Stores Company

JUSCO

การก่อตั้ง JUSCO ไม่ใช่แค่การรอดพ้นจากวิกฤต แต่มันคือการสร้างขุมพลังใหม่แห่งวงการค้าปลีกญี่ปุ่น จากร้านค้าท้องถิ่นสามแห่ง พวกเขากลายเป็นเครือข่ายที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วภูมิภาคคันไซและชูบุในชั่วข้ามคืน

มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจและกลายเป็นตำนานเกี่ยวกับการเลือกตำแหน่งประธานบริษัท JUSCO ในยุคก่อตั้ง เมื่อทั้งสามบริษัทรวมกันเป็นหนึ่งด้วยความเท่าเทียม พวกเขาจึงต้องใช้วิธีที่ยุติธรรมที่สุดในการหาตัวผู้นำ

เชื่อไหมครับว่า ผู้บริหารทั้งสามคนตกลงใช้วิธี จับฉลาก เพื่อเลือกประธานบริษัท และผลก็คือ ทาคุยะ โอคาดะ เป็นผู้จับฉลากได้ตำแหน่งนั้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การใช้วิธีจับฉลากนี้เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า พวกเขาทุกคนให้ความสำคัญกับ ความอยู่รอดและอนาคตของบริษัท มากกว่า ตำแหน่งและอำนาจส่วนตัว

นี่คือบทเรียนทางธุรกิจที่ล้ำค่าที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ มันสอนเราว่า ในยุคที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยคู่แข่งที่แข็งแกร่ง การยึดติดกับอัตตาและชื่อเสียงในอดีต อาจเป็นหนทางที่นำไปสู่ความพินาศ

การก่อตั้ง JUSCO พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อผู้ประกอบการยอมสละชื่อของตัวเอง ยอมทลายกำแพงแห่งอีโก้ แล้วร่วมมือกันด้วยวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า พวกเขาก็สามารถสร้างสิ่งที่แข็งแกร่งจนไม่มีใครสามารถโค่นล้มได้

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการติดปีกให้กับองค์กร ที่กำลังจะสยายปีกออกไปสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการค้าปลีก ซึ่งเราจะได้เห็นความแพรวพราวในการขยายอาณาจักรของพวกเขา ด้วยการบุกเบิกกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองในตอนต่อไปครับ


เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน

ในตอนแรกที่ทั้งสามบริษัทตัดสินใจร่วมทุนกัน พวกเขาตั้งชื่อบริษัทเฉพาะกิจขึ้นมาว่า สหพันธ์ร้านค้าปลีกญี่ปุ่น หรือ Japan United Stores Company ก่อนที่ต่อมาพนักงานในบริษัทจะช่วยกันโหวตและเสนอให้นำตัวอักษรย่อของชื่อนี้มาผสมกัน จนกลายมาเป็นชื่อ JUSCO (จัสโก้) ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยในยุค 90 คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเคยเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยหลายแห่ง ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น MaxValu ในปัจจุบัน

บทความโดย : Morika www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
– ถอดรหัส Aeon: อาณาจักรอมตะจากร้านกิโมโนสู่เบอร์หนึ่งค้าปลีกญี่ปุ่น ตอนที่ 1 จุดกำเนิดจากไม้คานหาบเร่ สู่ปรัชญาที่ไม่มีวันตาย
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 7 ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดมนุษยชาติ
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 6 ชิปเปลี่ยนโลก
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 5: พายุหมุนในหุบเขาซิลิคอน
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 4: จากบริษัทโทรคมนาคม สู่ “กงสีนักลงทุนระดับโลก”
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 3: สงครามล้มยักษ์

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
– Corporate History, aeon.info
– The Birth of JUSCO and Federal Management, the-shashi.com
– https://www.aeon.info/en/
– https://tfwiki.net/wiki/File:Jusco_logo.png
– https://www.aeonkankyozaidan.or.jp/midoripress/prize/message/index.html
– https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Okadaya_Yokkaichi.JPG

#ถอดรหัส Aeon: อาณาจักรอมตะจากร้านกิโมโนสู่เบอร์หนึ่งค้าปลีกญี่ปุ่น ตอนที่ 2 อเมริกันดรีม และการควบรวมเพื่อเปลี่ยนโลก #AEON Group

Tags :

  • Aeon Department Store
  • Aeon Group
  • JUSCO
  • Takuya Okada
  • ร้านค้าปลีกญี่ปุ่น