ถอดรหัส Aeon: อาณาจักรอมตะจากร้านกิโมโนสู่เบอร์หนึ่งค้าปลีกญี่ปุ่น ตอนที่ 1 จุดกำเนิดจากไม้คานหาบเร่ สู่ปรัชญาที่ไม่มีวันตาย

ถอดรหัส Aeon: อาณาจักรอมตะจากร้านกิโมโนสู่เบอร์หนึ่งค้าปลีกญี่ปุ่น ตอนที่ 1 จุดกำเนิดจากไม้คานหาบเร่ สู่ปรัชญาที่ไม่มีวันตาย
บทความโดย : Morika www.marumura.com
ถ้าเราลองถามคนที่ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นว่า สถานที่ไหนที่มักจะแวะไปฝากท้อง ซื้อของใช้ หรือหาซื้อของฝากก่อนเดินทางกลับ เชื่อว่าชื่อของซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายสีชมพูอมม่วงอย่าง Aeon คงจะเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง
อาณาจักรค้าปลีกแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังครอบคลุมไปถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร และบริการทางการเงิน จนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ซึ่งมีรายได้ต่อปีระดับมหาศาลและมีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก
แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร หลายคนอาจจะคิดว่าพวกเขาคงเริ่มต้นจากการเป็นกลุ่มทุนผูกขาดระดับประเทศ หรือได้รับการสนับสนุนเม็ดเงินมหาศาลจากรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น

แต่เรื่องราวของ Aeon กลับไม่ได้เริ่มต้นจากนายทุนกระเป๋าหนัก หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแต่อย่างใด มันเริ่มต้นจากสิ่งของที่เรียบง่ายที่สุดอย่าง ไม้คานหาบเร่ ของผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ต้องย้อนเวลากลับไปในยุคเอโดะ ปี 1758 หรือกว่าสองศตวรรษครึ่งที่แล้ว

ณ เมืองยกไกจิ จังหวัดมิเอะ ซึ่งในเวลานั้นเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญและเป็นหนึ่งในสถานีจุดพักบนเส้นทางสัญจรหลักที่เรียกว่าเส้นทางโทไคโด ท่ามกลางความคึกคักของผู้คนและพ่อค้าวาณิชที่เดินทางไปมา ชายหนุ่มชื่อ โซซาเอมอน โอคาดะ (Sozaemon Okada) ได้เริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของเขา ด้วยเงินทุนที่ไม่ได้มากมายอะไร
เขาเลือกที่จะนำผ้ากิโมโน เครื่องประดับ และเครื่องสำอาง ใส่ตะกร้าแขวนไว้ที่ปลายไม้คาน แล้วแบกขึ้นบ่าเดินเร่ขายไปตามบ้านเรือนต่างๆ
ลองจินตนาการถึงสภาพการค้าขายในยุคสมัยที่ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีป้ายโฆษณา สิ่งเดียวที่จะทำให้พ่อค้าหาบเร่คนหนึ่งอยู่รอดและเติบโตได้ ท่ามกลางคู่แข่งมากมาย คือคำว่า ความไว้วางใจ
โซซาเอมอนไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่คนขายของที่หวังเพียงกำไรฉาบฉวย แต่เขามองว่าตัวเองคือผู้ที่เข้าไปแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของลูกค้า เขาเดินเท้าเป็นระยะทางไกลหลายสิบกิโลเมตรในแต่ละวัน เพื่อนำสินค้าที่ลูกค้ากำลังมองหาไปส่งมอบให้ถึงมือถึงหน้าประตูบ้าน
ความใส่ใจและวิริยะอุตสาหะนี้เอง ที่ก่อให้เกิดปรัชญาที่ฝังรากลึกลงไปในสายเลือดของตระกูลโอคาดะ นั่นคือคำว่า ลูกค้าคือที่หนึ่งเสมอ
เมื่อธุรกิจหาบเร่เริ่มเติบโตและได้รับความไว้วางใจจากชาวเมืองอย่างล้นหลาม โซซาเอมอนจึงตัดสินใจลงหลักปักฐาน เปิดร้านค้าจำหน่ายผ้ากิโมโนและเครื่องใช้ต่างๆ อย่างเป็นทางการในชื่อ ชิโนฮาระยะ ก่อนที่ทายาทรุ่นต่อมาจะเปลี่ยนชื่อร้านเป็น โอคาดายะ ในเวลาต่อมา
การมีหน้าร้านทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงมากขึ้น สามารถสต็อกสินค้าได้มากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาก็ไม่เคยทิ้งไปเลย คือจิตวิญญาณของการเป็นพ่อค้าหาบเร่ ที่พร้อมจะก้าวเดินไปหาลูกค้าและปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดอยู่เสมอ
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปนับร้อยปี ธุรกิจของโอคาดายะถูกส่งไม้ต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนกระทั่งบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นได้มาเยือน เมื่อประเทศก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิรูปเมจิ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านยุคสมัยธรรมดา แต่มันคือการพลิกแผ่นดิน ระบบชนชั้นซามูไรที่เคยเป็นลูกค้ากระเป๋าหนักของร้านถูกยกเลิก ผู้คนเริ่มหันไปสวมใส่เสื้อผ้าแบบตะวันตกแทนผ้ากิโมโนแบบดั้งเดิม
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างฉับพลันนี้ เปรียบเสมือนคลื่นยักษ์ที่ซัดทำลายธุรกิจดั้งเดิม ร้านค้าเก่าแก่จำนวนมากที่ปรับตัวไม่ทัน หรือดื้อรั้นที่จะขาย
แต่กิโมโนแบบเดิม ต้องทยอยปิดกิจการลงไปทีละราย
แต่โอคาดายะกลับรอดพ้นจากกระแสธารแห่งการทำลายล้างนี้มาได้ เพราะพวกเขามีปรัชญาประจำตระกูลที่สืบทอดกันมา ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศในการทำธุรกิจ
คำสอนนั้นคือประโยคที่ว่า จงติดล้อให้เสาหลัก
ในสถาปัตยกรรมบ้านญี่ปุ่นดั้งเดิม เสาหลัก หรือ ไดโคคุบาชิระ คือเสาไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางบ้าน ทำหน้าที่ค้ำจุนโครงสร้างทั้งหมด เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมจิตใจที่ห้ามเคลื่อนย้ายอย่างเด็ดขาด
แต่คำสอนของตระกูลโอคาดะกลับสอนให้ลูกหลานติดล้อเข้ากับเสาหลักนั้น
ความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ก็คือ ในโลกของการทำธุรกิจ ไม่มีความสำเร็จใดหรือธรรมเนียมปฏิบัติใดที่ศักดิ์สิทธิ์จนแตะต้องไม่ได้ หากสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ตลาดเปลี่ยนไป หรือพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป ธุรกิจก็ต้องพร้อมที่จะเคลื่อนย้าย ปรับโครงสร้าง และเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ
คำสอนนี้เองที่ทำให้โอคาดายะกล้าที่จะลดสัดส่วนการขายกิโมโนแบบดั้งเดิมทิ้งไปอย่างไม่เสียดาย แล้วเริ่มนำเข้าสินค้าตะวันตกและเสื้อผ้าสำเร็จรูปเข้ามาขาย เพื่อให้สอดรับกับวิถีชีวิตใหม่ของชาวเมืองญี่ปุ่นที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ความทันสมัย
ปรัชญาแห่งการปรับตัวนี้ ได้ถูกนำมาใช้อย่างทรงพลังอีกครั้งและกลายเป็นกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ในช่วงทศวรรษที่ 1920 ประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง หรือที่รู้จักกันในชื่อวิกฤตการณ์การเงินโชวะ ตลาดหุ้นพังทลาย ธนาคารหลายแห่งต้องปิดตัวลง ผู้คนตกงานและไม่มีกำลังซื้อ
โซซาเอมอน โอคาดะ รุ่นที่หก ซึ่งเป็นผู้นำตระกูลในเวลานั้น ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สินค้าในร้านขายไม่ออก และมีสต็อกคงค้างอยู่มหาศาล ซึ่งเป็นฝันร้ายของคนทำธุรกิจค้าปลีกทุกคน
ในสถานการณ์เช่นนี้ ร้านค้าส่วนใหญ่มักจะเลือกเก็บสินค้าไว้เพื่อรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะไม่อยากขายขาดทุน แต่นั่นกลับทำให้ร้านค้าเหล่านั้นขาดกระแสเงินสดหมุนเวียนจนต้องล้มละลายไปในที่สุด
แต่ผู้นำตระกูลโอคาดะเลือกที่จะทำในสิ่งที่สวนกระแส ด้วยคติประจำตระกูลอีกข้อที่ว่า จงตักตวงเมื่อตลาดเป็นขาลง
เขาตัดสินใจจัดงานลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ เขายอมหั่นราคาสินค้าลงจนยอมขาดทุน เพื่อเปลี่ยนสินค้าที่กองฝุ่นจับอยู่ให้กลายเป็นเงินสดให้เร็วที่สุด
การตัดสินใจที่เด็ดขาดและกล้าหาญนี้ ทำให้โอคาดายะมีกระแสเงินสดหมุนเวียนในมือ รอดพ้นจากภาวะล้มละลาย และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขายังมีเงินทุนเหลือพอที่จะไปเหมาซื้อสินค้าล็อตใหม่ในราคาที่ถูกแสนถูกจากตลาดที่กำลังซบเซา มาเตรียมไว้ขายต่อเพื่อทำกำไรก้อนใหญ่ได้อีก
นี่คือบทเรียนทางธุรกิจที่ล้ำค่า ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าในยามวิกฤต สภาพคล่องคือพระเจ้า และการยึดติดกับต้นทุนในอดีตคือกับดักที่อันตรายที่สุด
การฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนั้น ทำให้รากฐานของโอคาดายะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม พวกเขาได้จดทะเบียนก่อตั้งเป็นบริษัทอย่างเป็นทางการในปี 1926
แต่นั่นเป็นเพียงแค่บททดสอบเบื้องต้นเท่านั้น เพราะในเวลาต่อมา ประเทศญี่ปุ่นจะต้องเผชิญกับไฟสงครามที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง
ภัยสงครามได้เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงร้านค้าที่สั่งสมมาหลายร้อยปีของพวกเขาจนราบเป็นหน้ากลอง ธุรกิจต้องหยุดชะงัก ทรัพย์สินสูญหาย และประเทศชาติอยู่ในภาวะพ่ายแพ้
และท่ามกลางเถ้าถ่านของไฟสงครามนั้นเอง ทายาทรุ่นที่เจ็ดของตระกูล ผู้มีนามว่า ทาคุยะ โอคาดะ กำลังจะก้าวขึ้นมารับช่วงต่อในปี 1946 พร้อมกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการฟื้นฟูกิจการจากศูนย์
ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เขาไม่ได้ต้องการแค่สร้างร้านโอคาดายะให้กลับมาเหมือนเดิม แต่เขามีความฝันที่จะเปลี่ยนร้านค้าท้องถิ่นของครอบครัว ให้กลายเป็นเครือข่ายค้าปลีกระดับชาติ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง JUSCO และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอาณาจักรแห่งนี้ในยุคต่อมา

การเดินทางจากไม้คานหาบเร่ในยุคเอโดะ สู่การลุกขึ้นจากเถ้าถ่านของไฟสงคราม ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความลับของความยั่งยืน ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่ต้านทานกระแสลม แต่คือความยืดหยุ่นที่พร้อมจะลู่ไปตามลม และปรับตัวให้เข้ากับทุกความเปลี่ยนแปลงของโลก
และนี่เป็นเพียงปฐมบทของมหากาพย์แห่งจักรวรรดิ Aeon เท่านั้น
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
ชื่อเมืองยกไกจิ (Yokkaichi) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของตระกูลโอคาดะนั้น มีความหมายตามตัวอักษรว่า ตลาดวันที่สี่ เนื่องจากในสมัยก่อน เมืองนี้จะมีการจัดตลาดนัดใหญ่ในทุกๆ วันที่ลงท้ายด้วยเลข 4 ของเดือน การเติบโตในเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายเช่นนี้ จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการหล่อหลอมสัญชาตญาณพ่อค้าของตระกูลโอคาดะมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก
บทความโดย : Morika www.marumura.com
เรื่องแนะนำ :
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 7 ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดมนุษยชาติ
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 6 ชิปเปลี่ยนโลก
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 5: พายุหมุนในหุบเขาซิลิคอน
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 4: จากบริษัทโทรคมนาคม สู่ “กงสีนักลงทุนระดับโลก”
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 3: สงครามล้มยักษ์
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 2: หมากกระดานแรกบนเวทีโลก
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
– About AEON History, aeon.info History
– AEON, aeon.com
– https://www.aeon.info/en/
#ถอดรหัส Aeon: อาณาจักรอมตะจากร้านกิโมโนสู่เบอร์หนึ่งค้าปลีกญี่ปุ่น ตอนที่ 1 จุดกำเนิดจากไม้คานหาบเร่ สู่ปรัชญาที่ไม่มีวันตาย #AEON Group
Tags :


