ACSC เปิด 3 เคสแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลวงนักศึกษาอ้าง “ทุนเรียนต่อนอก” สูญเงินกว่า 2.7 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/รองผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. เปิดเผยผลปฏิบัติการเข้าช่วยเหลือนักศึกษาที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และหลอกให้โอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์
เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 3 กรณี รวมความเสียหายที่เกิดขึ้นกว่า 2.74 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
เคสแรก นักศึกษาหญิงวัย 19 ปี ถูกหลอกโอนเงินกว่า 1.24 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานเข้าช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 19 ปี หลังถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ แจ้งว่ามีบุคคลอื่นนำชื่อและหมายเลขบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดซิมการ์ดในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และนำไปใช้เป็นบัญชีม้า
จากนั้นมิจฉาชีพโอนสายไปยังบุคคลที่อ้างตัวเป็นตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์และวิดีโอคอล โดยแต่งกายด้วยเครื่องแบบตำรวจเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินร้ายแรง และสั่งให้โอนเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในบัญชีเพื่อให้ตรวจสอบความบริสุทธิ์ พร้อมกำชับไม่ให้ติดต่อหรือบอกเรื่องดังกล่าวกับครอบครัว
ด้วยความตกใจ ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปยังบัญชีม้าหลายครั้ง ได้แก่ 85,000 บาท, 9,995 บาท, 50,000 บาท จำนวน 3 ครั้ง, 4,990 บาท และถูกสั่งให้โอนเงินเพิ่มอีก 1 ล้านบาท รวมความเสียหายทั้งสิ้น 1,249,985 บาท
ภายหลังผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี เพื่อแจ้งความดำเนินคดี และได้รับคำแนะนำให้ดำเนินการผ่านสายด่วน AOC 1441
เคสที่สอง บัณฑิตวัย 22 ปี ถูกหลอกอ้างทุนเรียนต่อต่างประเทศ สูญเกือบ 1 ล้านบาท
กรณีที่สอง เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจชุดสืบสวน สน.บุคคโล เข้าช่วยเหลือชายอายุ 22 ปี ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ แจ้งว่าเบอร์โทรศัพท์ของผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า และโอนสายให้พูดคุยกับตำรวจปลอม โดยข่มขู่ว่าหากไม่ดำเนินการตรวจสอบจะมีคดีติดตัวและส่งผลกระทบต่ออนาคตทั้งด้านการทำงานและการศึกษาต่อ
ช่วงแรกผู้เสียหายยังไม่หลงเชื่อและวางสายไป แต่ต่อมามีบุคคลอ้างตัวเป็น “อาจารย์มหาวิทยาลัย” ที่ผู้เสียหายเคยศึกษา โทรศัพท์มาแจ้งว่าได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ต้องมีเงินหมุนเวียนในบัญชีเพื่อแสดง Statement และยืนยันว่าไม่มีประวัติก่ออาชญากรรม
ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงติดต่อกลับไปยังตำรวจปลอมและเพิ่มเพื่อนผ่านไลน์ โดยถูกสั่งให้อยู่ในสถานที่เงียบและอยู่เพียงลำพัง ห้ามบอกเรื่องดังกล่าวกับบุคคลอื่น พร้อมบังคับให้วิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา
ต่อมาผู้เสียหายออกจากบ้านในเวลาประมาณ 09.00 น. เพื่อไปเปิดห้องพักโรงแรมใกล้บ้าน และโทรศัพท์ขอเงินจากผู้ปกครองจำนวน 1 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ประกอบการศึกษาต่อต่างประเทศ จากนั้นถูกสั่งให้ถอนเงิน 600,000 บาท และโอนเงิน 595,000 บาทไปยังบัญชีม้า ก่อนถอนเงินเพิ่มอีก 400,000 บาท และเตรียมนำไปโอนให้มิจฉาชีพที่ห้างสรรพสินค้าอีกแห่งในย่านท่าพระ รวมความเสียหาย 995,000 บาท
มิจฉาชีพยังพยายามหลอกให้ผู้เสียหายขอเงินจากผู้ปกครองเพิ่มอีก 500,000 บาท แต่ระหว่างที่บิดาของผู้เสียหายกำลังจะโอนเงิน ธนาคารได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามและแจ้งเตือนว่าอาจกำลังถูกมิจฉาชีพหลอกลวง ทำให้สามารถระงับการโอนเงินจำนวนดังกล่าวไว้ได้
จากนั้นผู้ปกครองได้ประสานเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือ และตำรวจพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ สน.บุคคโล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
เคสที่สาม นักศึกษาวัย 19 ปี ถูกหลอกอ้างทุนเรียนอังกฤษ สูญเกือบ 5 แสนบาท
กรณีที่สามเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.15 น. วันที่ 2 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจชุดสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เข้าช่วยเหลือนักศึกษาชาย อายุ 19 ปี หลังป้าของผู้เสียหายแจ้งว่า หลานชายขอให้โอนเงินจำนวน 100,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปทำวีซ่าเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศตามคำแนะนำของอาจารย์ผ่านไลน์ แต่หลังจากโอนเงินแล้วไม่สามารถติดต่อหลานชายได้
เจ้าหน้าที่เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบจนพบผู้เสียหายพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร
จากการสอบถาม ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่า ถูกตำรวจปลอมโทรศัพท์แจ้งว่าหมายเลขบัตรประชาชนถูกนำไปเปิดซิมการ์ดผิดกฎหมายใน จ.ระนอง และข่มขู่ว่าต้องโอนเงินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ โดยอ้างว่าจะส่งเงินให้ ปปง. ตรวจสอบ และจะคืนเงินภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมออกเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์
มิจฉาชีพยังสั่งให้ผู้เสียหายห้ามบอกเรื่องดังกล่าวกับบุคคลอื่น และบังคับให้วิดีโอคอลกับตำรวจปลอมตลอดเวลา รวมถึงให้จดบันทึกกิจวัตรประจำวันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ระหว่างวันที่ 22 ส.ค.-1 ก.ย. 2569
นอกจากนี้ ยังสั่งให้ผู้เสียหายสร้างเรื่องกับผู้ปกครองว่าได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ และขอยืมเงินเพื่อใช้ประกอบการทำ Statement และขอวีซ่า โดยมีการจัดเตรียมบทพูดและคำตอบให้ผู้เสียหายใช้สนทนากับผู้ปกครอง
กระทั่งวันที่ 2 ก.ย. 2569 ผู้เสียหายได้โอนเงินไปยังบัญชีของผู้ต้องสงสัยหลายรายจำนวน 5 ครั้ง ได้แก่ 200,000 บาท, 20,000 บาท, 29,000 บาท, 200,000 บาท และ 49,999 บาท รวมความเสียหายทั้งสิ้น 498,999 บาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งอยู่ในอาการเสียขวัญ และนำตัวเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ACSC เตือนภัย “ตำรวจจริงไม่โทรสั่งโอนเงิน-ไม่สอบสวนผ่านไลน์”
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เตือนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ปปง. หรือ DSI โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่โทรศัพท์มาข่มขู่ ไม่ส่งเอกสารราชการ หมายจับ หรือหมายเรียกผ่านไลน์ และไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวน ขอข้อมูล หรือควบคุมตัวผู้ต้องหา รวมถึงไม่มีการเรียกให้โอนเงินหรือนำทรัพย์สินไปตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์
หากพบพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ และควรตรวจสอบข้อมูลกลับไปยังหน่วยงานต้นทางโดยตรงก่อนดำเนินการใดๆ
นอกจากนี้ หากมีบุคคลอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ สถาบันการเงิน หรือธนาคาร แจ้งว่าเบอร์โทรศัพท์หรือบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ขอให้ประชาชนตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างโดยตรง
สำหรับผู้ปกครอง ขอให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เก็บตัว ปลีกตัวออกจากครอบครัว หรือขอให้โอนเงินโดยอ้างว่าเป็นค่าเทอม ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายเพื่อขอทุนการศึกษาไปต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลกับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานเจ้าของทุนโดยตรงก่อนโอนเงิน
หากไม่แน่ใจว่ากำลังเผชิญกับขบวนการมิจฉาชีพหรือไม่ สามารถขอคำปรึกษาจากสถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ได้ทันที
ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะและสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันรูปแบบการหลอกลวงต่างๆ โดยผู้ต้องหาหรือจำเลยยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น การนำเสนอข่าวควรคำนึงถึงสิทธิของผู้เกี่ยวข้องและประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ