A Bona Fide Killer คุณแม่ผู้ทิ้งปืนมาจับขวดนม แล้วกลับมาจับปืนอีกครั้ง - Tonkit360

หลังจากที่ถูกจริตและอินโคตร ๆ กับซีรีส์เรื่อง Agent Kim Reactivated เมื่อประมาณ 4-5 สัปดาห์ก่อน ทำให้ช่วงนั้นไถฟีดเฟซบุ๊กทีไรก็เจอผู้คนมากมายพูดถึงแต่ซีรีส์เรื่องนี้ แถมยังไถไปเจอโพสต์ที่เขียนถึงผลงานเก่าของพระเอก “โซจีซอบ” ที่เคยเล่นประกบคู่กับนางเอก “กงฮโยจิน” เมื่อประมาณ 13 ปีก่อน เรื่อง The Master’s Sun ซึ่งเป็นซีรีส์แนวรอมคอมแฟนตาซี และพอมาในปี 2026 ทั้งคู่ต่างก็มีผลงานใหม่แนวเดียวกันแต่ไม่ได้เล่นด้วยกัน Agent Kim Reactivated ก็คงรู้กันแล้วว่ามันแนวประมาณไหน ส่วนผลงานใหม่ของเจ๊กงนั้น ตามเรื่องย่อก็แนวแอ็กชันทริลเลอร์เหมือนกันเลย แต่เพิ่มความรอมคอมเข้าไปเล็กน้อย โดยจะออนแอร์ช่วงใกล้ ๆ กันด้วย เรานี่ก็นั่งกาปฏิทินรอวนไป เพราะซีรีส์ใหม่ของเจ๊กงนั้น อ่านเรื่องย่อดูแล้ว อื้อหือ! ข้ามไม่ได้

A Bona Fide Killer บอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่ดูธรรมดา ๆ ของ “ยูโบนา” หญิงสาวผู้เป็นทั้งแม่ที่ทุ่มเท ภรรยาที่ดี และลูกสะใภ้ที่น่ารัก หลังจากแต่งงานและคลอดลูก 1 คน เธอลางานยาว 3 ปี อุทิศตนให้กับงานบ้านและการเลี้ยงดูลูกให้โตในระดับหนึ่ง เมื่อลูกสาวในวัย 4 ขวบเริ่มไปโรงเรียนที่ศูนย์เด็กเล็กได้สักพัก เธอก็ตัดสินใจกลับไปทำงาน ซึ่งงานของเธอนั้นก็ไม่ดูแปลกประหลาดอะไรในสายตาคนทั่วไป เป็นผู้จัดการฝ่ายขายในบริษัทเล็ก ๆ ที่ผลิตและจำหน่ายพัดลม วีวิตเธอก็ยังคงธรรมดาในมุมมองของทุกคน เพียงแต่พ่วงบทบาทของพนักงานออฟฟิศสาวที่ตั้งใจทำงานเข้าไปเพิ่มอีกหนึ่งบทบาท นอกเหนือจากเป็นแม่ เป็นภรรยา และเป็นลูกสะใภ้

แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเธอไม่ได้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายธรรมดา เพราะทีมขายทีมสามของ Durumi Electronics นั้นคือ “องค์กรนักฆ่า” ที่เต็มไปด้วยสมาชิกมือฉมัง “หัวหน้าทีมบง” อดีตหน่วยรบพิเศษ เชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิด แถมยังเก่งเรื่องการวางแผนและการปลอมแปลงการเสียชีวิต จะตายหรือรอดทุกอย่างก็จะเป็นแค่อุบัติเหตุ “ผู้จัดการแท” ผู้ดูแลอุปกรณ์ล้ำสมัยทั้งหมด หมกมุ่นอยู่กับการพัฒนาอุปกรณ์จนมองว่าการอาบน้ำไม่ใช่สิ่งจำเป็น “หัวหน้าฝ่ายยู” เอซของทีม สไนเปอร์ฉายาคิงฟิชเชอร์ ผู้มีความแม่นยำในการสังหารอย่างไร้ที่ติ ปลิดชีวิตเหยื่อได้ในนัดเดียว “ผู้ช่วยผู้จัดการคี” แฮกเกอร์อัจฉริยะ เรื่องคอมพิวเตอร์ทำได้ทุกอย่าง “ผู้ช่วยผู้จัดการยัง” ปลอมแปลงเอกสารระดับสมบูรณ์แบบ พ่วงงานอดิเรกที่เล่นกีฬาต่อสู้ทุกแขนง “ด็อกเตอร์โก” ผู้ที่ทำให้การตายทุกแบบดูเหมือนอุบัติเหตุทางการแพทย์ และน้องใหม่ “โอ” เชี่ยวชาญด้านการวางยาพิษ ใส่ยาพิษในอาหารหรือเครื่องดื่มโดยไม่มีใครจับได้

แล้วถ้าถามว่าทีมนี้เก่งกันขนาดไหน ก็ขนาดที่คิงฟิชเชอร์ (น่าจะเป็นสถิติของสไนเปอร์คนเดียว) ลั่นไกใส่หัวคนมาแล้ว 93 คนในรอบ 16 ปีโดยที่ตำรวจตามจับไม่ได้ นี่ยังไม่นับรวมการตายอื่น ๆ ที่ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุอีก และหลังจากที่หายไป 4 ปี มือสังหารระดับตำนานก็กลับมาทำงานอีกครั้ง นั่นทำให้สามีผู้โอนย่อนและอบอุ่นของยูโบนา “ควอนแทซอง” นักข่าวอาชญากรรมสายเจาะลึกผู้ที่กระตือรือร้นในการไล่ล่าข่าวอยู่เสมอ เขาไม่เคยหยุดที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรมทุกรูปแบบ เขาเคยเป็นนักข่าวที่ทุ่มเทให้กับการตามล่าคิงฟิชเชอร์มาก่อน จนกระทั่งนักฆ่าลึกลับหายตัวไป 4 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อคิงฟิชเชอร์ลงมือในรอบ 4 ปี เขาก็เริ่มติดตามคิงฟิชเชอร์อีกครั้ง ด้วยความสับสนระหว่างความรู้สึกในหน้าที่ในฐานะนักข่าวและความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าครอบครัว โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเป้าหมายที่ตามสืบอยู่นั้นคือภรรยาที่ใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกันทุกวัน (แต่นี่เดาว่ารู้)

เมื่อเธอต้องกลับไปทำงาน เธอก็เริ่มเผชิญปัญหาในการรักษาสมดุลระหว่างงาน ชีวิตส่วนตัวแบบธรรมดา ๆ และความสุขของครอบครัว รวมถึงการที่ต้องยืนหยัดต่อจุดยืนของตัวเองที่ทำงานในฐานะ “คิงฟิชเชอร์” เธอจึงต้องพยายามซ่อนอีกด้านของตัวเองจากสามีและลูกสาว สองชีวิตที่เป็นดั่งชีวิตของเธอเอง ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าเธอจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างอาชีพและครอบครัวให้ดำเนินไปได้อย่างดีแค่ไหน เพราะเพื่อนสนิทของสามีผู้ที่เป็นตำรวจสายสืบอาชญากรรมรุนแรง “อีดงจิน” ก็กัดเรื่องนี้ไม่ปล่อย และเขาก็มุ่งมั่นอย่างมากที่จะต้องลากคอ “คิงฟิชเชอร์” มาลงโทษตามกฎหมายให้ได้!

มาร์เกอริต ความหมายของดอกไม้คือ “เปิดเผยความลับ” และ “รักแท้” ดอกเดียวมีทั้ง “ความลับ” และ “ความจริง” อยู่ด้วยกันเลยนะ

บอกเลยว่านี่คือฉากที่ชอบมากที่สุดในอีพีแรก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นฉากที่ไม่มีอะไรเลยนะ แค่คนสองคนพูดคุยกันในร้านดอกไม้ คนหนึ่งคือเจ้าของร้าน ส่วนอีกคนเป็นลูกค้าประจำที่ดูจากภาษาที่คุยกันแล้วก็ค่อนข้างสนิทกัน แน่นอนว่าความสัมพันธ์ที่เห็นอยู่นี้เป็นแค่เบื้องหน้าที่คนทั่วไปเห็น แต่เบื้องหลังก็คือทั้งคู่เคยทำงานด้วยกันมาก่อน แต่หลังจากที่เกษียณจากงานเก่า บวกกับช่วงที่นางเอกแต่งงาน มีลูก ลาพักงานไปนาน 3 ปี และกลับไปทำงานอีกครั้ง เจ้าของร้านดอกไม้ก็ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับนางเอก ผู้ซึ่งเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน เธอมักจะแนะนำนู่นนี่นั่นจากประสบการณ์ของตัวเอง และเธอก็คือคนที่นางเอกสามารถเปิดใจคุยทุกเรื่องได้จริง ๆ

บทสนทนาดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนางเอกเห็นเธอกำลังจัดดอกไม้ จึงถามว่านี่ดอกอะไร เธอตอบว่า “ดอกมาร์เกอริต” ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีความหมายว่า “การเปิดเผยความลับ” ในขณะเดียวกันก็หมายถึง “รักแท้” ด้วย ซึ่งเธอก็ให้ข้อสังเกตว่าดอกมาร์เกอริตดอกเดียว รวมความหมายทั้ง “ความลับ” และ “ความจริง” อยู่ด้วยกันเลย คงจะประมาณว่า “คนจริงใจไม่มีความลับ” หรือไม่ก็ “รักแท้คือการเปิดเผยความลับ” นั่นเอง เมื่อนางเอกได้ยินความหมายที่ว่า เธอก็โพล่งออกมาอย่างไม่ปิดบังเลยว่าเธอไม่ชอบความหมายนี้ เพราะสำหรับเธอ การที่ต้องเก็บงำความลับไว้มากมาย มันเป็นเพราะ “รักมากเกินไป”

เจ้าของร้านดอกไม้ถามเธอว่ากังวลบ้างหรือไม่ที่สักวันสามีจะรู้ความจริง แม้ว่าเธอจะตอบกลับไปว่าไม่กังวล เพราะมันจะไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ในใจลึก ๆ เธอก็หวั่นไหวไม่น้อย มันจึงเป็นเพียงความเชื่อของเธอว่ามันจะไม่มีวันเกิดขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด เธอก็จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นมากกว่า หากวันนั้นมาถึงเธอรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ความแตกต่างของคนสองคน คนคนหนึ่งอยู่ในแสงสว่าง และอีกคนอยู่ในเงามืด ถ้าเขารู้จักตัวตนอีกด้านของเธอ เธอรู้ดีว่าความแตกต่างนี้จะทำให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันไม่ได้แน่นอน ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอจะไม่มีวันให้วันนั้นมาถึงแน่นอน นั่นหมายความว่ารักแท้ของเธอคือการที่ต้องพยายามปกปิดความลับของตัวเองต่อไป ในเมื่อความจริงสามารถคร่าชีวิตของเธอซึ่งหมายถึงครอบครัว ได้ไม่เหลือซากเลย

ทีนี้พอจะเข้าใจหรือยังว่าฉากพูดคุยกันเรื่องความหมายของดอกไม้ที่ดูไม่มีอะไรเลย ทำไมมันถึงอิมแพ็กกับคนดูได้มากกว่าที่คิด… เพราะมันคือฉากที่พูดถึงแก่นหลักของซีรีส์เรื่องนี้เลยไง ท้ายที่สุดแล้วเราคงพอจะเดาปลายของเรื่องนี้ออกแหละว่าความลับมันไม่มีในโลกหรอก ยิ่งความลับของเธอมันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยด้วย ต่อหน้าสามี ลูกสาว และคนอื่น ๆ เธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา ๆ เป็นภรรยา เป็นแม่ และเป็นผู้หญิงที่เพิ่งจะได้กลับไปทำงานออฟฟิศหลังจากที่ลาคลอดลูก แต่ชีวิตอีกด้านเธอเป็นมือสังหารที่น่ากลัว การทำงานของเธอรวดเร็วแบบนัดเดียวจอด แม้ว่าเหยื่อของเธอล้วนแล้วแต่เป็นอาชญากรตัวฉกาจเกือบร้อยคนที่กฎหมายตามไม่ทัน แต่…มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าเธอฆ่าคนตาย และการฆ่าคนก็ไม่ใช่เรื่องถูกกฎหมายไง ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นการกระทำที่ชอบธรรม

เพราะฉันผิดหวัง ฉันแค่อยากให้เด็กคนนั้นมีความสุข ใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นอย่างนั้น ฉันไม่ชอบทางที่เธอเลือก…ไม่ควรทำแบบนั้นเลย เธอควรเดินไปตามทางของตัวเอง ทางที่ปลอดภัยและสดใส

พูดกันตามตรง A Bona Fide Killer เนี่ยเป็นซีรีส์แนวเดียวกับ Taxi Driver เลย เรื่องราวของเหล่าคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาตั้งตัวเป็นดาร์กฮีโร่ผู้ช่วยเหลือคนดี พยุงความยุติธรรมในสังคม สำหรับสมาชิกของทีมขายทีมสาม ของ Durumi Electronics นั้น เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนดีสีเทาที่ยอมมือเปื้อนเลือด เพื่อจัดการพวกอาชญากรหรือเดนสังคมที่กฎหมายทำอะไรไม่ค่อยจะได้ ซึ่งเอาเข้าจริงคนพวกนี้มีแนวโน้มที่จะกลับมาเป็นภัยสังคมอีกอย่างแน่นนอน

นั่นทำให้การออกตามล่าของ “คิงฟิชเชอร์” (ฉายาของนางเอกในฐานะมือสังหารซุ่มยิงมืออาชีพ) ได้รับกระแสสังคมด้านบวกมากกว่าด้านลบ ผู้คนจำนวนไม่น้อยชื่นชมและเป็นแฟนคลับมือสังหารรายนี้ และเชียร์ให้รอดพ้นจากการโดนจับ เนื่องจากผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายเหลือเกิน

เท่าที่ดูในอีพี 3 หลัก ๆ แล้วอาชญากรที่ถือเป็น “ลูกค้า” ของทีมขายทีมสามนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม แบ่งตามสีแฟ้มเวลาที่พวกเขาเข้าประชุม คือ “สีทอง” คือพวกอาชญากรที่หลุดพ้นจากฎหมายด้วยเงินและอำนาจ “สีขาว” อาชญากรรมต่อเด็กและเยาวชน “สีดำ” มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (น่าจะตีเป็นกรณีฆาตกรรมต่อเนื่อง) ส่วน “สีเทา” เป็นสถานะมากกว่ากลุ่มอาชญากร คือลูกค้าที่อยู่ในขั้นตรวจสอบ ซึ่งถ้าผ่านการตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแน่ใจแล้วว่าลูกค้าสมควรวาร์ปไปโลกหน้า ก็จะได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากระบบให้เตรียมนัดประชุม (เก็บ) เราก็จะเห็นว่าการทำงานของทีมนี้ ถ้าไม่เลวบริสุทธิ์ชนิดที่หาความดีไม่ได้เลย ทีมนี้ก็จะไม่จัดการขั้นเด็ดขาด กฎของพวกเขา คือการมีความหวังจนวินาทีสุดท้ายว่าคนเราจะกลับใจเปลี่ยนแปลงตัวเองกันได้

อย่างไรก็ตาม ตอนเปิดเรื่อง ซีรีส์ได้เล่าย้อนไปในช่วง 15 ปีก่อน คืนวันคริสต์มาสปี 2011 นางเอกได้ประชุม (อย่างไม่ค่อยเต็มใจเพราะโดนใช้งานในวันหยุด) กับลูกค้ารายหนึ่งที่เพิ่งพ้นโทษออกจากคุกข้อหาฆาตกรรมภรรยา โดยลูกสาวเป็นคนแจ้งความจับพ่อ หลังออกจากคุกก็ตั้งใจกลับบ้านมาฆ่าลูกสาว ตอนแรกนางเอกขอผลัดวัน แต่ก็ได้รับคำเตือนว่าก่อนที่จะตาย ลูกค้าคนนั้นอาจจะฆ่าใครสักคนอีกก็ได้ เมื่อเธอตรวจสอบซ้ำแล้วว่าลูกค้านั้นเกินเยียวยา เธอก็ตัดสินใจลงมือทันที เธอยอมทำงานนี้เพราะหวังว่าจะช่วยใครได้สักคน หวังว่าใครสักคนจะปลอดภัย ได้ใช้ชีวิตธรรมดา ๆ ที่มีความสุข ยิ้มอย่างสดใสเหมือนคนอื่น และแน่นอนว่าเธอช่วยชีวิตเด็กผู้หญิงคนนั้นไว้ได้

ปัจจุบันเด็กผู้หญิงคนนั้นเติบโตขึ้น ทว่าเด็กผู้หญิงที่เธอเลือกที่จะเปิดเผยหน้าเพื่อช่วยเหลือในวันนั้นกลับเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอคาดไม่ถึง เมื่อเธอไม่ได้เลือกเดินบนเส้นทางที่จะเป็นคนธรรมดา ๆ ที่มีความสุข เส้นทางที่สดใสและปลอดภัยเหมือนคนทั่วไป แต่กลับเลือกที่จะมาเป็นอาชญากร เดินบนเส้นทางที่ทั้งมืดมน หดหู่ และอันตราย ในขณะเดียวกัน เด็กน้อยที่ถูกช่วยชีวิตก็มองเธอเป็นไอดอล ถึงอย่างนั้นก็พบเจอกับความผิดหวังขั้นรุนแรง เมื่อเห็นว่าผู้ช่วยชีวิตกลายเป็นคนอ่อนแอและเปราะบางจากการมีความรัก นั่นจึงทำให้การเจอกันอีกครั้งของเด็กผู้หญิงที่ได้รับการช่วยชีวิตกับบุคคลที่เปรียบเสมือนพระเจ้าและฮีโร่ผู้มอบชีวิตใหม่ มีการปะทะขึ้น คนสองคนที่ต่างก็ไม่ชอบเส้นทางชีวิตที่อีกฝ่ายเลือกเดิน ถึงอย่างนั้น เรื่องก็จบลงด้วยการปรับความเข้าใจ

หลังจากดู A Bona Fide Killer ไป 3 อีพี คงพูดได้เต็มปากว่าคืนวันศุกร์และวันเสาร์คงจะไม่ว่างไปอีกสักพัก เรื่องมันไม่ได้น่าสนใจแค่นางเอกที่ต้องปิดบังตัวตนอีกด้านของตัวเองจากสามีและลูกสาว แต่มันยังมีเรื่องของการทำงานเป็นทีมของทีมขายทีมสามที่น่าลุ้นน่าให้กำลังใจโคตร ๆ ตึงกันทุกคน แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาทำมันไม่ได้ถูกต้อง แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีความสุขและความสะใจบางอย่างเวลาดูละครแนวดาร์กฮีโร่ คนที่ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยเพื่อจัดการกับพวกอาชญากรที่กฎหมายทำอะไรไม่ได้ ซึ่งชีวิตจริงไม่ได้มีให้เห็นเท่าไรเลยได้แต่อึดอัดใจกัน รวมถึงปมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่ในชีวิตธรรมดาของตัวละครมันก็ดูน่าติดตามไปหมด แถมมีเลิฟไลน์ใส่เข้ามาคั่นจังหวะโหด ๆ แบบพอให้หายเหนื่อย เพียงแต่ซับไทยถูกลิขสิทธิ์หาดูยากหน่อย ดูได้ที่แพลตฟอร์ม Viki เท่านั้น 🔫