ส.อ.ท. เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ก.ย. ขยับขึ้นแตะ 90.7 รับยอดขายรถยนต์-ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยกระตุ้น

ส.อ.ท. เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ก.ย. ขยับขึ้นแตะ 90.7 รับยอดขายรถยนต์-ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยกระตุ้น แต่ต้องจับตาความเสี่ยงหลายด้าน ชงรัฐรับมือน้ำท่วมเชิงรุก ลดต้นทุนพลังงาน และดันสินค้า MiT
14 ต.ค. 2569 – นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนก.ย. 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 90.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.7 ในเดือนส.ค. 2569 โดยดำเนินการสำรวจ ระหว่างวันที่ 1–25 ก.ย. 2569 ซึ่งการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมนั้น มีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนก.ย. – ธ.ค. 2569 จาก 3.95 บาท เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและลดค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลปลายปี โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ สินค้าแฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์
นอกจากนี้ ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งเพิ่มขึ้น 100.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่มขึ้น 35.3% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ประกอบกับความต้องการสินค้าเทคโนโลยียังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ(AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะเดียวกัน โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มีส่วนช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อย โดยข้อมูลยอดขายสามารถนำไปใช้ประกอบการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อผ่านระบบ AI “นกกระซิบ”
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนและสถานประกอบการ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าวัตถุดิบ และทำให้ Supply Chain ในบางอุตสาหกรรมหยุดชะงักช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่ง ส.อ.ท. ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำและเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการและสมาชิกอย่างต่อเนื่องทั้งการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย การเข้าช่วยเหลือสถานประกอบการที่ประสบภัย รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับภาครัฐในเรื่องมาตรการช่วยเหลือเยียวยาให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้อย่างปกติโดยเร็ว
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในเดือนก.ย. 2569 ที่เพิ่มขึ้น 7.29% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 40.28 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น กดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนที่ผันผวนได้จำกัด ด้านการขนส่งระหว่างประเทศ ค่าระวางเรือในเส้นทางการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น โดยเส้นทางออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 63% จากเดือนก่อนหน้า เส้นทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 7% และเส้นทางชายฝั่งตะวันตกเพิ่มขึ้น 0.8% ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นและกดดันผลประกอบการของผู้ส่งออกไทย
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือ การแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย เนื่องจากมีข้อจำกัดในการปรับลดราคาเพื่อแข่งขันกับสินค้านำเข้า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SME ยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายกิจการ
จากผลสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,330 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ในเดือนก.ย. 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 51.9% นโยบายภาครัฐ 30.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 16.8% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 66.1% เศรษฐกิจโลก 64.1% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 28.0% การเข้าถึงสินเชื่อ 25.1%
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 97.0 ในเดือนส.ค. 2569 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากข้อตกลงด้านภาษีและการขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าโลก ประกอบกับความต้องการวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการซ่อมแซมบ้านเรือนและจัดซื้อสิ่งของทดแทนความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัย นอกจากนี้ การต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” คาดว่าจะช่วยรักษาแรงส่งของการบริโภคภายในประเทศและสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการ SME ในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์อุทกภัยในบางพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องถึงการฟื้นฟูความเสียหายหลังระดับน้ำลดลงรวมถึงความรวดเร็วและทั่วถึงของมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ โดยค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูกิจการและโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อาจซ้ำเติมปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs นอกจากนี้ ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังเพิ่มความไม่แน่นอนด้านต้นทุนการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนการผลิตและเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการในระยะต่อไป
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. จึงมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการสำคัญ 3 ด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้ 1. ยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยเชิงรุก เสนอให้ภาครัฐยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยเชื่อมโยงข้อมูลภาพรวมสถานการณ์น้ำเพื่อประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early warning) มีกำหนดโครงสร้างการสั่งการและกลไกการประสานงานให้ชัดเจน รองรับผลกระทบข้ามพื้นที่และข้ามลุ่มน้ำ ตลอดจนเร่งประสานบริษัทประกันภัยให้สำรวจความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาภาระประชาชนและเร่งฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบ
2. ส่งเสริมการประหยัดพลังงานและลดภาระต้นทุน เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงานเพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงาน เช่น การให้ส่วนลดค่าไฟตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนประและสถานประกอบการหยัดพลังงาน เงินสนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการติดตั้ง solar cell เพื่อลดการใช้พลังงาน รวมทั้ง การสนับสนุนให้เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นผลิตภัณฑ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ผลิตในประเทศโดยผ่านคูปองส่วนลด
และ 3. เร่งผลักดันการใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) เสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งในงานก่อสร้างและงานจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ของทุกหน่วยงาน พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนใช้สินค้า MiT
