มองมุมต่าง: 88TH รายได้โตแต่กำไรหดสัญญาณเตือนจากค่าโฆษณาพุ่ง–สินค้าเดิมชะลอ ลุ้นครึ่งปีหลังฟื้น : อินโฟเควสท์

ผลประกอบการของบริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ 88TH ในงวดครึ่งแรกปี 2569 สะท้อนภาพที่นักลงทุนควรพิจารณาให้ลึกกว่าตัวเลขรายได้ เพราะแม้บริษัทจะยังรักษาการเติบโตของยอดขายไว้ได้ แต่กำไรกลับลดลง สะท้อนว่าการสร้างรายได้เพิ่มเติมต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และธุรกิจยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากสินค้าและช่องทางขายแบบเดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ออนไลน์ และธุรกิจรับจ้างผลิต
ครึ่งแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 316.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 3.14% จาก 306.80 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิลดลงถึง 30.51% จาก 50.45 ล้านบาท เหลือ 35.06 ล้านบาท ทำให้อัตรากำไรสุทธิลดจาก 16.44% เหลือ 11.08%
ภาพในไตรมาส 2 ยิ่งเห็นแรงกดดันชัดเจน รายได้เพิ่มขึ้น 10.16% เป็น 151.82 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลง 29.29% เหลือ 13.16 ล้านบาท
ขณะที่อัตรากำไรสุทธิหดจาก 13.51% เหลือเพียง 8.67% กล่าวง่ายๆ คือ ทุกยอดขาย 100 บาทที่เคยเปลี่ยนเป็นกำไรสุทธิได้ประมาณ 13.51 บาท ปัจจุบันเหลือเพียง 8.67 บาทเท่านั้น
จุดอ่อนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนสินค้าโดยตรง เพราะอัตรากำไรขั้นต้นครึ่งปียังเพิ่มจาก 67.28% เป็น 67.39% แต่เกิดขึ้นหลังจากกำไรขั้นต้นแล้ว โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่าย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 20.45% เป็น 132.75 ล้านบาท เร็วกว่าการเติบโตของรายได้ที่มีเพียง 3.14% ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อรายได้เพิ่มจาก 35.92% เป็น 41.95%
เฉพาะค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพิ่มขึ้น 13.93% เป็น 97.31 ล้านบาท ส่วนค่าบริการแพลตฟอร์มออนไลน์เกือบเท่าตัว จาก 10.54 ล้านบาท เป็น 20.65 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 95.92%
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารยังเพิ่มขึ้น 11.19% เป็น 36.77 ล้านบาท จากการตั้งบริษัทย่อยใหม่ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขออนุญาตและจดทะเบียน ตลอดจนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า 88TH กำลังอยู่ในช่วงลงทุนก่อน รอรายได้ตามมา เนื่องจากบริษัทต้องใช้เงินโฆษณาผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียง สื่อนอกบ้าน โซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเปิดตัว LYO My Color, LYO Hair Oil และ LYO Silver แต่รายได้จากสินค้าใหม่บางรายการยังอยู่ในระดับไม่สูงมากเมื่อเทียบกับงบการตลาดที่เพิ่มขึ้น
จากงบในไตรมาส 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งสามรายการสร้างรายได้รวมประมาณ 11.09 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้น 7.45 ล้านบาท และค่าบริการแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มขึ้นอีก 6.26 ล้านบาท
ดังนั้น ความเสี่ยงสำคัญคือ หากสินค้าใหม่ไม่ได้รับการตอบรับตามคาด หรือจำเป็นต้องโฆษณาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษายอดขาย กำไรอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ฝ่ายบริหารประเมินไว้
อีกสัญญาณที่ต้องจับตาคือ สินค้าแกนหลักมีกำลังอ่อนลง เนื่องจาก รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ ซึ่งยังคิดเป็น 83.51% ของรายได้รวมในครึ่งปีแรก ลดลง 4.84% เหลือ 264.23 ล้านบาท
ในกลุ่มนี้ LYO Herbal ลดลงถึง 34.31% เหลือ 50.48 ล้านบาท ส่วน LYO Hair Color ลดลง 8.19% เหลือ 95.35 ล้านบาท แม้ LYO Anti-Hair Loss จะเติบโต 4.01% แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยการลดลงของสินค้าเดิมทั้งหมด หากผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่สามารถขึ้นมาเป็นสินค้าหลักได้เร็ว บริษัทอาจต้องพึ่งการทำโปรโมชั่นและค่าโฆษณามากขึ้นเพื่อประคองยอดขาย
ช่องทางจำหน่ายก็อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รายได้ผ่านตัวแทนจำหน่ายลดลงถึง 44.07% จาก 133.94 ล้านบาท เหลือ 74.91 ล้านบาท โดยบริษัทอธิบายว่าส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น
แม้ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้น 36.22% เป็น 91.65 ล้านบาท และสัดส่วนรายได้เพิ่มจาก 21.93% เป็น 28.96% แต่การเติบโตผ่านออนไลน์ไม่ได้หมายความว่าจะทำกำไรได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะบริษัทต้องจ่ายทั้งค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชัน และค่าโปรโมชั่น เมื่อแพลตฟอร์มปรับค่าธรรมเนียม บริษัทอาจส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ยาก เนื่องจากตลาดผลิตภัณฑ์ความงามมีการแข่งขันสูงและลูกค้าเปรียบเทียบราคาได้ง่าย
รายได้ที่ช่วยประคองการเติบโตในช่วงนี้ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจรับจ้างผลิตหรือ OEM ซึ่งเพิ่มจากเพียง 2.83 ล้านบาท เป็น 29.72 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 950% จนมีสัดส่วน 9.39% ของรายได้รวม จุดนี้ถือเป็นโอกาส แต่ก็มีความเสี่ยงซ่อนอยู่ เพราะรายได้อาจขึ้นอยู่กับคำสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่และมีความผันผวนตามรอบการสั่งผลิต
ต้นทุนจากธุรกิจรับจ้างผลิตยังเพิ่มขึ้นจาก 1.34 ล้านบาท เป็น 15.91 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนในต้นทุนรวมเพิ่มจาก 1.33% เป็น 15.42%
ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามว่าการเติบโตของ OEM จะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอหรือเป็นเพียงคำสั่งซื้อบางช่วง รวมถึงตรวจสอบว่าธุรกิจนี้ให้อัตรากำไรสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับการขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทเองหรือไม่
นอกจากนี้ โครงสร้างรายได้ยังมีความกระจุกตัวสูง โดยกลุ่มดูแลเส้นผมคิดเป็นกว่า 83% ของรายได้ แม้บริษัทพยายามขยายไปสู่สกินแคร์ เครื่องสำอาง และรับจ้างผลิต แต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวยังสร้างรายได้เพียง 20.20 ล้านบาท หรือ 6.38% ส่วนเครื่องสำอางลดลงถึง 71.01% เหลือเพียง 1.49 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าการกระจายฐานรายได้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
ในด้านฐานะการเงิน บริษัทไม่ได้มีความเสี่ยงด้านหนี้ในระดับสูง โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 323.19 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 79.61 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีสินค้าคงเหลือ 85.77 ล้านบาท และลูกหนี้การค้ารวมลูกหนี้หมุนเวียนอื่น 77.01 ล้านบาท ซึ่งควรติดตามควบคู่กับการเปิดตัวสินค้าใหม่ เพราะหากยอดขายไม่เป็นไปตามแผน อาจเกิดสินค้าค้างสต๊อก ต้องทำโปรโมชั่น ลดราคา หรือตั้งสำรองด้อยค่าเพิ่มเติมได้
ความเสี่ยงของ 88TH ในเวลานี้จึงไม่ใช่เรื่องสภาพคล่องหรือหนี้สิน แต่เป็นคำถามเรื่อง ประสิทธิภาพของการเติบโต บริษัทจะเปลี่ยนค่าโฆษณาและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นให้กลายเป็นยอดขายประจำได้หรือไม่ สินค้าใหม่จะทดแทน LYO Herbal และ LYO Hair Color ที่ชะลอตัวได้เร็วเพียงใด และธุรกิจ OEM จะสร้างกำไรอย่างสม่ำเสมอหรือเป็นเพียงรายได้ที่ผันผวนตามคำสั่งซื้อ
ทั้งนี้ฝ่ายบริหารคาดว่าสินค้าใหม่จะเริ่มรับรู้รายได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 แต่สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องรอดูไม่ใช่แค่ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าใด หากต้องดูควบคู่กันว่าอัตรากำไรสุทธิฟื้นหรือไม่ ค่าใช้จ่ายการตลาดต่อรายได้เริ่มลดลงหรือยัง และการเติบโตนั้นยังต้องอาศัยการทุ่มงบโฆษณาหนักเพียงใด
เพราะในที่สุด บริษัทที่มีรายได้เติบโต แต่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเร็วกว่ายอดขาย อาจดูเหมือนกำลังขยายตัวในระยะสั้น ทว่าคุณภาพของกำไรกลับอ่อนแอลง และนั่นคือความเสี่ยงสำคัญที่สุดของ 88TH ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
สำหรับงบครึ่งหลังปี 2569 จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่จะช่วยให้รายได้และกำไรกลับมาเติบโตได้จริงหรือไม่ เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่แค่ยอดขาย แต่ต้องโตให้เร็วกว่าค่าโฆษณาและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่พุ่งขึ้นด้วย
ส่วนผู้ถือหุ้นยังต้องลุ้นว่าราคาหุ้นซึ่งเคยสูงสุด 12.30 บาท แต่ปัจจุบันเหลือ 3.92 บาท ลดลงกว่า 68% จะเริ่มฟื้นในไตรมาสใด
แม้บริษัทจะมีผลิตภัณฑ์ปิดผมขาวคุณภาพดีเพียงใด ก็คงยังไม่สามารถปิดผมขาวของคนติดดอยได้หมด จนกว่าราคาหุ้นจะกลับมายืนใกล้เคียงสองหลักได้นั่นเอง
โดย ธิติ ภัทรยลรดี