นิด้าโพล เผย คนไทยกว่า 78.85% เลือกทำงาน “ข้าราชการ” เพราะเป็นอาชีพที่ “มั่นคง-สวัสดิการดี” แต่เกือบครึ่งหนึ่งทำงานด้วยภาวะ “เบื่อแต่จำใจอยู่” - เส้นทางเศรษฐี

คำว่า “รับราชการ” ในสังคมไทย มักถูกมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง และเป็นความหวังของครอบครัว แต่ในโลกความเป็นจริงยุคปัจจุบัน ความรู้สึกของคนทำงานในระบบราชการกำลังเป็นอย่างไร พวกเขากำลังมีความสุขกับงานที่ทำ หรือกำลังนับถอยหลังรอวันลาออกจากระบบ

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ “อยู่ราชการต่อ หรือ ลาก่อนดี” จากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรรัฐทั่วประเทศจำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนภาพจริงของระบบราชการไทยในหลากหลายมิติที่น่าสนใจ

อาชีพข้าราชการ กับ “ความมั่นคง”

เมื่อถามถึงเหตุผลหลักในการตัดสินใจก้าวเข้าสู่อาชีพข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ผลสำรวจชี้ชัดว่าปัจจัยด้านความปลอดภัยในชีวิตยังคงนำมาเป็นอันดับหนึ่ง 78.85% ระบุว่า เป็นงานที่มั่นคง 

รองลงมา 54.12% ระบุว่า มีสวัสดิการที่ตอบโจทย์ ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาลและบำเหน็จบำนาญ ต่อมา 23.28% ระบุว่า เงินเดือนดี และอีก 22.9% ระบุว่า เป็นความต้องการของครอบครัว คนรอบข้าง

ขณะที่เหตุผลด้านอุดมการณ์อย่าง “การต้องการรับใช้ประเทศชาติและประชาชน” มีเพียง 8.32% และเหตุผลด้าน “ยศถาบรรดาศักดิ์หรืออำนาจรัฐ” รวมกันมีไม่ถึง 4% สะท้อนให้เห็นว่าข้าราชการยุคนี้มองงานรัฐเป็น “พื้นที่ความปลอดภัยทางการเงินและสวัสดิการ” มากกว่าเรื่องของเกียรติยศหรืออำนาจ

ภาวะ “จำใจอยู่” 

ในมิติของความรู้สึกต่อการทำงาน ผลสำรวจแบ่งคนทำงานออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ อย่างชัดเจน

กลุ่มแรกคือคนที่ยังแฮปปี้ 50.08% ระบุว่า ไม่เบื่อและไม่คิดจะลาออก ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ครึ่งหนึ่งของคนทำงานยังคงมีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกเบื่อ ในระดับที่แตกต่างกันออกไป โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดในฝั่งนี้คือ 19.01% ที่ยอมรับว่า “เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อครอบครัว” ตามมาด้วย 13.89% ที่ “เบื่อ แต่ไม่รู้จะออกไปทำอะไร” นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่พร้อมจะก้าวออกจากระบบทันทีหากได้รับโอกาสที่ดีกว่า มีเงินเก็บมากพอ หรือมีโครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) รองรับ

ปัญหาเรื้อรัง “คนไม่พอกับงาน”

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่อาจเป็นชนวนความเหนื่อยล้าของคนทำงาน คือเรื่องภาระงาน โดยผู้ตอบแบบสอบถามถึง 58.40% มองว่าหน่วยงานของตน “มีงานมากกว่าคน” มีเพียง 30.61% ที่เห็นว่าสัดส่วนงานและคนเหมาะสมแล้ว และมีเพียง 10.99% เท่านั้นที่มองว่ามีคนมากกว่างาน

วิกฤตงานล้นมือเช่นนี้ อาจเป็นปัจจัยสะสมที่ทำให้เกิดภาวะ Burnout และความเบื่อหน่ายในองค์กรตามมา

เมื่อถามถึงทางออกและการปรับตัวของระบบราชการอย่าง “มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด” (Early Retire) เสียงส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนอย่างท่วมท้น

  • 64% เห็นด้วย กับเกณฑ์ปัจจุบัน (อายุ 50 ปีขึ้นไป หรือรับราชการมาแล้ว 25 ปีขึ้นไป)
  • 24.66% มองว่าควรขยายมาตรการนี้ให้ครอบคลุมข้าราชการทุกประเภท
  • 19.24% หนุนให้ปรับลดเกณฑ์อายุลงมาเหลือ 40-49 ปี (อายุราชการ 10 ปีขึ้นไป) เพื่อเปิดโอกาสให้คนทำงานได้เลือกเส้นทางชีวิตใหม่ได้เร็วขึ้น

มีผู้ไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้เพียง 20% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบุคลากรรัฐส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเปิดประตูให้ออกอย่างเป็นธรรมสำหรับผู้ที่พร้อมจะก้าวออกไปใช้ชีวิตในรูปแบบอื่น

ผลโพล “อยู่ราชการต่อ หรือ ลาก่อนดี” ไม่เพียงแต่แสดงตัวเลขสถิติ แต่ยังเป็นกระจกเงาสะท้อนว่า “ระบบราชการไทย” ในปัจจุบัน กำลังขับเคลื่อนด้วยบุคลากรที่พึ่งพาความมั่นคงเป็นหลัก ท่ามกลางภาระงานที่หนักหน่วง และความรู้สึก “เบื่อจำทน” ของคนทำงานจำนวนไม่น้อย

การปรับปรุงโครงสร้างภาระงาน สวัสดิการ ตลอดจนการเปิดโอกาสให้มีทางเลือกในการเกษียณก่อนกำหนดที่ยืดหยุ่นขึ้น จึงอาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข เพื่อรักษาคนเก่งไว้ และสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับระบบราชการไทยในอนาคต

Tags