เปิดสถิติบิตคอยน์ ต.ค. โอกาสบวกสูง 77% Bitget เชียร์ซื้อก่อนเลือกตั้งสหรัฐ


นางสาวเกรซี่ เฉิน กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า ราคาบิตคอยน์ในขณะนี้ได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non Farm Payroll) ของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ค่อนข้างมาก ส่งผลให้ตลาดประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมนี้

ขณะเดียวกัน กองทุน Spot Bitcoin ETF มียอดเงินไหลเข้าสุทธิถึง 2.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติรายเดือนที่สูงเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 สะท้อนความต้องการของนักลงทุนสถาบันที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง ดันให้ดัชนี Crypto Fear & Greed ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 69 เข้าสู่โซนความโลภ (Greed) สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ที่ออกนโยบายสนับสนุนตลาดคริปโทฯ เช่น การรับรองการซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเคนดิจิทัล ช่วยพยุงความเชื่อมั่นนักลงทุนแม้กฎหมาย CLARITY Act จะไม่ผ่านการรับรองจากวุฒิสภาก็ตาม

สถิติการซื้อขายบิตคอยน์ย้อนหลัง 13 ปีบ่งชี้ว่า เดือนตุลาคมมีโอกาสกว่า 77% ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนอยู่ที่ 18.64% และมักบวกต่อเนื่องไปถึงเดือนพฤศจิกายน โดยในระยะสั้นประเมินแนวต้านไว้ที่ 87,300 ดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวรับที่ 82,500 ดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความเสี่ยงจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตามสถิติในอดีต ตลาดหุ้นและบิตคอยน์มักจะปรับตัวขึ้นก่อนการเลือกตั้งและร่วงลงแรงหลังจากนั้น กลยุทธ์ในเวลานี้จึงแนะนำให้เข้าซื้อเพื่อลงทุน และทยอยขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง พร้อมกับติดตามตัวเลขเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด หากยังอยู่ในระดับสูงอาจกดดันให้เฟดกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม

ด้านความเชื่อมั่นของแพลตฟอร์ม ล่าสุด Bitget ได้เติมเงินทุนเข้ากองทุนคุ้มครองผู้ใช้งาน (Protection Fund) ให้กลับมาอยู่ระดับมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกครั้งภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา โดยบริษัทได้นำกองทุนดังกล่าวมาใช้นำร่องชดเชยผลกระทบทางการเงินมูลค่าราว 388 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ลูกค้าสามารถถอนเงินได้ตามปกติ นอกจากนี้ รายงานความโปร่งใสเงินสำรอง (Proof of Reserves) ล่าสุด ณ วันที่ 29 กันยายน 2026 ระบุว่าอัตราส่วนเงินสำรองรวม (Overall Reserve Ratio) สูงถึง 131% ยืนยันว่าสินทรัพย์สำรองของแพลตฟอร์มยังคงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 1:1 เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของผู้ใช้งานทั้งหมด

“ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผู้ใช้งานของเรา ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ากลไกการคุ้มครองที่เราสร้างขึ้นสามารถทำงานได้จริงในทางปฏิบัติ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นพิสูจน์แล้วว่าเราสามารถทำได้สำเร็จ โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าไปตรวจสอบสินทรัพย์ของกองทุนบน On-chain ได้ด้วยตนเองเหมือนที่เคยทำมาตลอด” นางสาวเกรซี่ เฉิน กล่าวทิ้งท้าย

Back to top button