เอกนิติเผยจ่อฟื้นการบินไทยบินตรง กรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ เร็วขึ้นภายใน มี.ค.70 หวังกระตุ้นการค้า-ท่องเที่ยวสองชาติ
วานนี้ (21 สิงหาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยระหว่างการเดินทางเยี่ยมชมกิจการเครื่องบินเล็กของบริษัท NZAero ที่โรงจอดเครื่องบิน ท่าอากาศยาน Ardmore เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ถึงความคืบหน้าในการฟื้นเส้นทางบินตรงระหว่างสองประเทศว่า การเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้เร็วกว่าแผนเดิมที่การบินไทยเคยตั้งเป้าไว้ในปี 2571
เอกนิติระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งต่อ คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ถึงกรอบเวลาใหม่ว่าจะเปิดให้บริการภายในเดือนมีนาคม 2570 และรัฐบาลจะเร่งรัดกระบวนการให้เกิดขึ้นเร็วกว่านั้น เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องตรงกันว่า เส้นทางบินตรงนี้คือหัวใจสำคัญในการเพิ่มความสะดวกสบาย รองรับทั้งภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว การค้า และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม เอกนิติได้มอบหมายให้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เร่งติดตามแผนส่งมอบฝูงบินใหม่ให้เพียงพอต่อการเปิดเส้นทาง พร้อมทั้งสั่งการล่วงหน้าให้เข้าหารือกับผู้บริหารท่าอากาศยานโอ๊คแลนด์เพื่อจัดสรรและจองสล็อตเวลาการบิน (Flight Slot) ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ป้องกันปัญหาการติดขัดเวลาเข้า-ออกสนามบินเมื่อฝูงบินพร้อมใช้งาน
นอกจากนี้ เอกนิติยังกล่าวถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือเชิงพาณิชย์ร่วมกับสายการบิน Air New Zealand ในฐานะพันธมิตรกลุ่ม Star Alliance ผ่านการทำข้อตกลงใช้รหัสเที่ยวบินร่วมกัน (Code-share) เพื่อเชื่อมต่อผู้โดยสารให้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการที่ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Air New Zealand มาก่อน จึงมีความเข้าใจในโครงสร้างธุรกิจการบินและศักยภาพของเส้นทางนี้อย่างลึกซึ้ง
“เราเห็นโอกาสที่จะทำงานร่วมกันในลักษณะ Code-share มากกว่าการมองเป็นการแข่งขัน เพราะจะเกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย เป็น Win-win และช่วยให้การเดินทาง การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์เชื่อมถึงกันได้สะดวกขึ้น” เอกนิติ กล่าว
เอกนิติกล่าวว่า หากสามารถดึงเส้นทางบินตรงนี้ให้กลับมาเปิดบริการได้เร็วขึ้น จะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ทั้งในมิติการท่องเที่ยว เกษตร อาหาร พลังงานสะอาด ตลอดจนการลงทุนระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ในระยะยาว