รับลูกต้านทุจริต-ลดไซซ์ข้าราชการ รื้อใหญ่กฎกระทรวง 7,600 ฉบับ
กกร.ต้านคอร์รัปชั่น จี้รัฐแก้กฎหมาย ลดดุลพินิจ ปิดช่องรับสินบน “ปกรณ์” รับลูก รื้อกฎกระทรวงกว่า 7,600 ฉบับ ลดขนาดข้าราชการ เปลี่ยนผ่านสู่ Digital Government ขณะที่ ป.ป.ท.ปรับใหญ่ อุดช่องโหว่ทุจริตตั้งแต่ต้นทาง ด้าน ธปท.เตรียมออกประกาศตัดเส้นทางการเงิน ออกกฎห้ามธุรกรรมกับเงินเทา-พนันออนไลน์
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน ได้จัดงานดินเนอร์ทอล์ก “Zero Corruption : From Policy to Action” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ประธานคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) และประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนไทยทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นมากว่า 15 ปี แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการพูดถึงปัญหาไปสู่การแก้ไขเชิงระบบและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง
ซึ่งเครือข่าย “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 การทำงานช่วง 11-12 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นการขับเคลื่อนจากภาครัฐที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนต่อต้านคอร์รัปชั่น มองว่ากลไกดังกล่าวจะเป็นช่องทางสำคัญในการนำข้อเสนอจากภาคเอกชนไปสู่การดำเนินการร่วมกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม
“กกร.ให้ความสำคัญกับการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ ใบอนุญาต และขั้นตอนต่าง ๆ ที่อาจเปิดช่องให้มีการใช้ดุลพินิจ รวมถึงนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลให้สามารถตรวจสอบได้ และสร้างระบบคุ้มครองผู้ที่ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการแก้กฎระเบียบ ทบทวนกฎกระทรวง ประกาศ หรือขั้นตอนของหน่วยงานที่เป็นอุปสรรค เพื่อลดช่องว่างในการใช้ดุลพินิจ อีกกลไกที่ภาคเอกชนต้องการผลักดัน คือ แนวคิด “ไม่จ่าย”
อย่างไรก็ตาม การทำให้แนวคิดเกิดขึ้นจริงจำเป็นที่รัฐต้องลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น รวมถึงสร้างกลไกให้ผู้ประกอบการที่ปฏิเสธการจ่ายสินบนไม่เสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจ และไม่ต้องเผชิญปัญหาจากการเปิดเผยหรือให้ข้อมูล
นายกฯ ยันปราบโกง “ภารกิจแห่งชาติ”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “รัฐบาลกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption และการเติบโตอย่างยั่งยืน” ว่า รัฐบาลกำหนดให้การต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็น “ภารกิจแห่งชาติ” โดยรัฐจะยึดหลัก 3 ประการ ได้แก่ “ปิดโอกาสโกง” ด้วยการลดอำนาจและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น รวมถึงสร้างการถ่วงดุลในการตัดสินใจของรัฐ, “เปิดโอกาสให้ตรวจสอบ” ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและทำให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนเข้าถึงข้อมูลได้ และ “ปิดหนทางช่วยคนโกงพ้นผิด” โดยการดำเนินคดีต้องรวดเร็ว ขยายผลถึงผู้สั่งการและติดตามทรัพย์สินคืน
นายอนุทินยกกรณีการทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นเป็นตัวอย่างของการดำเนินนโยบาย โดยระบุว่า มีผู้เข้าสอบประมาณ 300,000 คน เพื่อบรรจุ 80,000 อัตรา และมีข้อมูลการเรียกรับเงินเฉลี่ยรายละ 300,000 บาท ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 2,400 ล้านบาท จากการตรวจสอบพบพฤติการณ์ทั้งการเข้าถึงกระดาษคำตอบ การแก้คะแนน และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
ซึ่งขณะนี้เรื่องถูกส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ ขณะที่ ปปง.ติดตามทรัพย์สินคืนได้แล้ว 320 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างขยายผล นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ กลุ่มทุนสีเทา ยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์ และเครือข่ายการเงินผิดกฎหมาย โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีการยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังเร่งให้ทรัพย์สินที่ยึดมา โดยเฉพาะหุ้นและหลักทรัพย์ สามารถนำออกจำหน่ายเพื่อนำเงินกลับเข้าสู่รัฐ
“หากทำเรื่องปราบปรามคอร์รัปชั่นได้สำเร็จ จะยินดียิ่งกว่าการได้เป็นนายกรัฐมนตรีนาน ๆ เพราะเป็นการตอบโจทย์ประเทศ” นายอนุทินกล่าว
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ “การปฏิรูปกฎหมายและภาครัฐ : กลไกสำคัญสู่ Zero Corruption” ว่า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับการทุจริตคือ ระบบกฎหมายและการทำงานของภาครัฐ โดยกฎหมายไทยกว่า 90% ยังอยู่ในลักษณะระบบควบคุม หรือ Control System ทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจและเป็นช่องทางที่อาจนำไปสู่การทุจริต รัฐบาลจึงต้องการปรับแนวคิดการทำงาน จากการเป็น “ผู้ควบคุม” หรือ Controller ไปสู่ “ผู้อำนวยความสะดวก” หรือ Facilitator เพื่อความคล่องตัว โปร่งใส และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติมากกว่า 900 ฉบับ และมีกฎกระทรวงทั้งหมดประมาณ 7,600 ฉบับ ในอดีตการปรับปรุงกฎหมายเก่าเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย แต่กลับมีการออกกฎหมายใหม่เพิ่มขึ้นและซ้อนทับกับกฎหมายเดิม ส่งผลให้กระบวนการภาครัฐมีความซับซ้อนและเปิดพื้นที่ให้มีการใช้ดุลพินิจสูง รัฐบาลจึงมีเป้าหมายปรับปรุงกฎกระทรวงทั้งหมดเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Digital Government ขณะเดียวกันยังมีกฎหมายลำดับรองอีกกว่า 40 เรื่องที่อยู่ระหว่างเตรียมนำมาพิจารณารื้อถอนหรือปรับปรุงร่วมกับภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหากฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ปัจจุบันโครงสร้างภาครัฐมีขนาดใหญ่และมีรายจ่ายประจำสูงถึง 73% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่กลุ่มประเทศ OECD มีสัดส่วนรายจ่ายประจำไม่เกิน 30% รัฐบาลจึงเตรียมเดินหน้านโยบายปรับขนาดภาครัฐให้เหมาะสม หรือ Right Sizing ปรับระบบงบประมาณจาก Line Item Budget ที่ให้ความสำคัญกับรายการค่าใช้จ่าย ไปสู่ Performance Budgeting ที่เชื่อมโยงการจัดสรรงบประมาณกับผลสัมฤทธิ์ของงานมากขึ้น
“เป้าหมายของการปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการป้องกันคอร์รัปชั่น แต่ต้องทำให้ระบบภาครัฐสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ และเอื้อต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ วันนี้ถ้าเราไม่ลงมือทำมันจะสายไปแล้ว” นายปกรณ์กล่าว
ธปท. ฮึ่มตัดเส้นทางเงินเทา
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ “ระบบการเงินที่โปร่งใสกับอนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตที่เคยเติบโตระดับ 7% คาดว่าปีนี้จะโตเพียง 2.3% ซึ่งเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมานาน ทำให้ ธปท.เร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้างหลักสำคัญ 4 ด้าน
ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี การเข้าถึงระบบการเงินอย่างเป็นธรรมด้วยต้นทุนที่เหมาะสม และปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชั่น โดยปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชั่นในทางเศรษฐศาสตร์ คือ การสูญหายของทรัพยากรของประเทศ ทั้งงบประมาณและเงินหมุนเวียนที่ควรนำไปใช้สร้างกำไร จัดเก็บภาษีให้แก่รัฐบาล และทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
“ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นมีอยู่กับเมืองไทยมานานแล้ว ถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้มันจะกัดกินอยู่กับประเทศไทย มันไปต่อไม่ได้”
อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่มีอำนาจในการจับกุมผู้กระทำผิดโดยตรง แต่ต้องเข้ามามีบทบาท เนื่องจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินเทา พนันออนไลน์ หรือคอร์รัปชั่น ต่างต้องพึ่งพาเส้นทางการเงินของสถาบันการเงิน ธปท.จึงใช้แนวทางสร้าง “คอขวด” และเพิ่มความยากลำบากในจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ ของระบบการเงิน เพื่อทำให้ธุรกรรมผิดกฎหมายทำได้ยากขึ้น
ทั้งนี้ ธปท.เตรียมออกประกาศกำกับดูแลผู้ให้บริการรับชำระเงิน (Payment) โดยผู้ให้บริการรับชำระเงินจะไม่สามารถรับชำระให้กับธุรกิจสีเทา หรือให้บริการรับชำระเงินแก่พนันออนไลน์ได้ โดยประกาศดังกล่าวจะออกและลงราชกิจจานุเบกษาในเร็ว ๆ นี้
ป.ป.ท.ปรับบทบาท 4 มิติ
นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวหัวข้อ “กลไกการป้องกันคอร์รัปชั่นในภาครัฐและการทำงานร่วมกับเครือข่าย” ว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการตามแก้ปัญหาปลายทาง ไปสู่การออกแบบระบบเพื่อป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ป.ป.ท.มองว่าคอร์รัปชั่นเป็น “รอยรั่ว” ที่เกิดจากช่องว่างระหว่าง 4 องค์ประกอบ
ประกอบด้วย People หรือพฤติกรรมและค่านิยม, Power การใช้ดุลพินิจและอำนาจผูกขาด, Process ขั้นตอนที่ซับซ้อนและช่องโหว่ทางกฎหมาย และ Data ความไม่โปร่งใสและการผูกขาดข้อมูล ที่ผ่านมาการปราบปรามมักเข้าไปจัดการที่ People หลังเกิดการทุจริตแล้ว แต่การป้องกันเชิงระบบจำเป็นต้องเข้าไปอุดช่องโหว่ในส่วนของ Power, Process และ Data เพื่อลดโอกาสเกิดการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง
นายภูมิวิศาลกล่าวว่า ป.ป.ท.จะปรับบทบาทจากหน่วยงานที่ทำงาน “เรื่องการทุจริต” ไปสู่กลไกที่ช่วย “ออกแบบระบบป้องกัน” โดยเปลี่ยนแปลงการทำงานใน 4 มิติสำคัญ คือ ด้านบทบาท เปลี่ยนจาก “ผู้ไล่ตามจับทุจริต” ในลักษณะ Reactive ไปสู่ System Designer หรือผู้ออกแบบระบบ
ขณะที่ด้าน Action เปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วน หรือ Agency-Centric ไปสู่ Network Integrator ทำหน้าที่เชื่อมพลังจากทุกภาคส่วน ด้าน Output จะเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับสถิติคดี ไปสู่ Risk Intelligence หรือการวิเคราะห์และเตือนภัยความเสี่ยง ส่วนด้าน Impact เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาปลายเหตุ ไปสู่ Policy Accelerator หรือการเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย