"สิตางศุ์" ฉายภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำ
วันนี้ (28 ก.ย.2569) รศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้ ผ่านรายการพิเศษ เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม ทางไทยพีบีเอส
โดยเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 ว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในมิติทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปี 2554 ความเสียหายหลักเกิดขึ้นในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและมวลน้ำก้อนใหญ่ไหลมาจากภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล
ขณะที่สถานการณ์ปี 2569 แม้ปริมาณน้ำรวมจะไม่ใช่มหาอุทกภัยขนาดใหญ่เท่าปี 2554 และไม่ได้เกิดจากมวลน้ำเหนือจากเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพล แต่ความซับซ้อนและความน่ากังวลในครั้งนี้คือ เป็นภัยพิบัติที่เกิดจากปริมาณฝนตกสะสมหนัก ในพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังกระจายตัวไปในหลายลุ่มน้ำทั่วประเทศพร้อม ๆ กัน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในระดับพื้นที่เป็นอย่างมาก
"สิตางศุ์" เปิดภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำ
กทม.-ปริมณฑล "เวลาทอง 3 วัน" เร่งสูบน้ำก่อนเจอน้ำทะเลหนุนรอบใหม่
สำหรับสถานการณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร รศ.สิตางศุ์ ระบุว่า ปริมาณฝนในพื้นที่เริ่มทรงตัวและคลี่คลายลงแล้ว อย่างไรก็ตาม พื้นที่แอ่งต่ำที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ถ.รามคำแหง ย่านมีนบุรี โซนลาดกระบัง และการเคหะคลองจั่น ยังคงมีน้ำท่วมขัง เนื่องจากเป็นพื้นที่ระบายน้ำได้ช้า คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 วัน ระดับน้ำจึงจะคลี่คลาย
พร้อมเสนอแนะประชาชนที่อาศัยในจุดท่วมสูงที่ถูกตัดไฟฟ้าและน้ำประปา ให้เร่งพาตัวเองออกมาพักอาศัยในพื้นที่แห้งหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวก่อน เพื่อความปลอดภัยและไม่ควรรอความช่วยเหลืออยู่ภายในพื้นที่
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดของ กทม. เวลานี้คือ เงื่อนไข "เวลาทอง" เพียง 3-4 วัน (นับจากวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.-วันพฤหัสบดีที่ 1 ต.ค.) ในการเร่งระบายน้ำที่ขังอยู่บนถนน และในระบบคลองออกสู่ทะเล เนื่องจากข้อมูลอัปเดตจากกรมอุทกศาสตร์ชี้ว่า ในช่วงวันที่ 1-3 ต.ค.นี้ จะเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอีกระลอก
หาก กทม. ไม่สามารถพร่องน้ำออกจากระบบได้ทัน มวลน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะปะทะกับน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้ระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ และทำให้การระบายน้ำกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ กทม. มีช่วงเวลาเหมาะสมในการเร่งระดมเครื่องสูบน้ำคือระหว่างเวลา 08.00 - 18.00 น. ซึ่งเป็นช่วงระหว่างจังหวะน้ำขึ้น-ลงรายวัน แต่จากการที่เครื่องสูบน้ำของ กทม. ชำรุดไปหลายเครื่อง จึงตั้งคำถามถึงความพร้อมในการซ่อมแซม และระดมสูบน้ำอย่างเต็มกำลังในห้วง 3-4 วันนี้
นอกจากนี้ รศ.สิตางศุ์ เตือนภัยพื้นที่ปริมณฑลและ กทม. เพิ่มเติมว่า แม้น้ำจะไม่ข้ามคันกั้นน้ำหลัก แต่ จ.นนทบุรี และ ปทุมธานี จะมีระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นในช่วงวันที่ 1-3 ต.ค.
ส่วนในเขต กทม. ให้เฝ้าระวังบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงลำน้ำแคบเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณท่าพระจันทร์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) และ รพ.ศิริราช เนื่องจากเป็นจุดที่มวลน้ำไหลผ่านด้วยพลังงานสูง และระดับน้ำจะยกตัวมากกว่าปกติ จึงขอให้ กทม. เข้าไปตรวจเช็กและเสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำอย่างเร่งด่วน อย่าให้เกิดปัญหาคันรั่วหรือคันแตกเด็ดขาด
"สิตางศุ์" เปิดภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำ
ลุ่มน้ำแม่กลองวิกฤต เขื่อนวชิราลงกรณจำต้องระบายน้ำ
รศ.สิตางศุ์ ชี้ว่า ขณะนี้กลุ่มฝนเคลื่อนตัวจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคตะวันตกอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งก่อนหน้านี้งดการระบายน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาปริมาณฝนตกหนักด้านท้ายเขื่อน
แต่เนื่องจากมีปริมาณฝนตกหนักเหนือเขื่อนอย่างต่อเนื่อง จนมวลน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เขื่อนวชิราลงกรณ จำเป็นต้องเริ่มกลับมาระบายน้ำออกในอัตราที่สูงขึ้น
เหตุดังกล่าวนำไปสู่ความเสี่ยงสูงในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองตลอดแนว ตั้งแต่ อ.ทองผาภูมิ บ้านโป่ง โพธาราม เมืองราชบุรี ไปจนถึงจุดออกทะเลที่ จ.สมุทรสงคราม โดยคาดการณ์ว่าอัตราการระบายน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงเกินกว่า 1,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งถือเป็นระดับการระบายน้ำสูงสุด ในเกณฑ์บริหารจัดการปกติ และมีความเสี่ยงอาจขยับขึ้นไปถึง 1,800 - 2,000 ลบ.ม./วินาที
รศ.สิตางศุ์ จัดให้พื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองอยู่ในระดับการเตือนภัย "สีส้ม" และขอให้ประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง เร่งทยอยยกข้าวของเครื่องใช้ขึ้นที่สูงล่วงหน้าทันที เพื่อป้องกันความเสียหาย
"สิตางศุ์" เปิดภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำ
จับตาเส้นทางฝนใหม่-เขื่อนเจ้าพระยาจ่อระบายแตะ 2,300 ลบ.ม./วินาที
หลังจากผ่านภาคตะวันตก กลุ่มฝนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ภาคเหนือตอนล่างและภาคเหนือ ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี อุทัยธานี กำแพงเพชร ตาก แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และเชียงใหม่ โดยจะมีฝนตกหนักสะสมสูงถึง 80-90 มม./วัน
โดยเฉพาะ จ.อุทัยธานี ถือเป็นจุดที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำร่มเกล้ามีน้ำเต็มความจุแล้ว เมื่อมีฝนตกหนัก มวลน้ำป่าจะไหลหลากลงสู่ลำน้ำสแกกรัง และไหลมาสมทบลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท้าย จ.นครสวรรค์ ก่อนจะไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท
รศ.สิตางศุ์ อธิบายเน้นย้ำว่า เขื่อนเจ้าพระยาเป็น "เขื่อนทดน้ำ" ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำอย่างเขื่อนภูมิพล จึงไม่สามารถอั้นน้ำไว้ได้มาก ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาตั้งการระบายน้ำอยู่ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที
แต่เนื่องจากมีปริมาณฝนตกหนักสะสมท้ายเขื่อนในเขตชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา สูงถึงวันละ 200-300 มม. รวม 3 วันเกือบ 400 มม. ทำให้เกิดมวลน้ำสมทบด้านข้าง (Side Flow) มหาศาล คาดว่าภายใน 2-3 วันข้างหน้า เขื่อนเจ้าพระยาจะต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นไปแตะที่ระดับ 2,300 ลบ.ม./วินาที
จากแนวโน้มดังกล่าว รศ.สิตางศุ์ แนะนำให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำเจ้าพระยา เตรียมยกของขึ้นที่สูงให้พ้นระดับการระบายน้ำที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที พร้อมออกคำเตือนเป็นพิเศษสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ เช่น อ.บางบาล และ เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งปัจจุบันแม้การระบายน้ำยังไม่ถึง 2,000 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำก็สูงถึงระดับเอวแล้ว
ดังนั้น หากเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายเกิน 2,300 ลบ.ม./วินาที ประชาชนในพื้นที่บางบาลและเสนา ควรอพยพออกจากพื้นที่ชั่วคราว เนื่องจากระดับน้ำจะสูงถึงระดับอกและกินเวลานาน
"สิตางศุ์" เปิดภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำ
ตะวันออกยังวิกฤต อ่างเก็บน้ำความจุเต็ม 100%
ในส่วนของภาคตะวันออก ปัจจุบันยังคงเป็นพื้นที่เตือนภัยสีส้ม ที่มีฝนตกซ้ำอย่างต่อเนื่อง ปริมาณฝนรายวันสูงถึง 80-90 มม. ซึ่งเกินกว่าศักยภาพของระบบระบายน้ำเมืองปกติที่ออกแบบไว้รองรับฝนได้เพียง 60-70 มม./ชั่วโมง หรือไม่เกิน 120 มม./วัน ส่งผลให้พื้นที่เมืองจันทบุรีและแม่น้ำตราด มีน้ำเอ่อล้นท่วมขังอย่างหนัก ขณะที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 100 ส่งผลกระทบให้น้ำท่วมในพื้นที่ อ.แกลง
นอกจากนี้ ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำบางปะกง จ.นครนายก ฉะเชิงเทรา (แถบบางน้ำเปรี้ยว บางคล้า คลองเขื่อน) และ ปราจีนบุรี มีระดับสูงมาก จนส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้คลองแสนแสบไม่สามารถระบายน้ำออกทางแม่น้ำบางปะกงได้ตามปกติ
ขณะเดียวกัน เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% แล้ว ผู้บริหารจัดการเขื่อนจึงจำเป็นต้องระบายน้ำออก เพื่อรักษาเสถียรภาพและความปลอดภัยของตัวเขื่อน ไม่ให้เกิดอุบัติภัยเชิงโครงสร้าง
สำหรับลุ่มน้ำท่าจีน เช่น สุพรรณบุรี บางปลาม้า นครปฐม (นครชัยศรี) และสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน บ้านแพ้ว) น้ำล้นตลิ่งอยู่แล้ว และจะยังคงทรงตัวล้นตลิ่งต่อไปอีกระยะหนึ่ง
"สิตางศุ์" เปิดภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำ
ฉะแหลกนักการเมืองสั่งปิดเขื่อน ชี้ไร้ความรู้เสี่ยงทำ "เขื่อนแตก"
รศ.สิตางศุ์ วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของนักการเมือง และรัฐมนตรีช่วยบางท่านอย่างรุนแรง กรณีเดินทางไปถ่ายภาพ และแสดงบทบาทหน้าประตูระบายน้ำของเขื่อน เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล และ เขื่อนเจ้าพระยา แล้วออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประตูระบายน้ำ เพื่อสร้างภาพทางโซเชียล
โดยระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการไร้ความรู้ความเข้าใจ เชิงวิศวกรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากเมื่อเขื่อนมีปริมาณน้ำเต็มเกินร้อยละ 90-100 การอั้นน้ำไว้ โดยไม่ระบายออกตามหลักเทคนิค จะสร้างแรงดันมหาศาลกระทบต่อตัวเขื่อน เสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติภัยทางโครงสร้างหรือ "เขื่อนแตก" ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง 10 ชีวิตของนักการเมืองคนดังกล่าว มิอาจรับผิดชอบความสูญเสียได้
รศ.สิตางศุ์ เรียกร้องว่า "ขอร้องให้นักการเมือง อย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคการบริหารจัดการน้ำ" และขอให้ตัดบทบาททางการเมือง ออกจากสมการการบริหารจัดการภัยพิบัติ
โดยเสนอให้ฟังข้อมูลและให้ความไว้วางใจแก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวโต๊ะประชุมบูรณาการร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กฟผ. และกระทรวงมหาดไทย ทุกวัน เพื่อให้ข้อมูลเชิงเทคนิคที่แม่นยำ ส่งตรงไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ในการสั่งการเตือนภัยและเทคแอ็กชันในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
"สิตางศุ์" เปิดภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำ
จี้ปฏิรูปใหญ่ "ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ" ทำงานล่าช้า-ไร้ผู้เชี่ยวชาญน้ำ
ในประเด็นระบบเตือนภัยพิบัติ รศ.สิตางศุ์ เสนอแนะให้รัฐบาลปฏิรูปการทำงานของ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ สังกัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างเร่งด่วน โดยวิจารณ์ว่า
ที่ผ่านมาศูนย์ฯ ทำงานล่าช้าในรูปแบบระบบราชการ ที่มีการประชุมประเมินสถานการณ์เพียงวันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) ทำให้กระบวนการวิเคราะห์และส่งต่อข้อมูลเตือนภัยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทำได้ไม่ทันต่อเหตุการณ์น้ำหลากจริง
นอกจากนี้ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเดิมเคยสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์สึนามิ แต่ต่อมาถูกย้ายมาอยู่ใต้ ปภ. กลับไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำโดยตรง ทำหน้าที่เพียงรับข้อมูลมาประมวลผลแบบราชการ ส่งผลให้ระบบเตือนภัยพิบัติของประเทศกลายเป็นระบบที่ "ง่อย" และไม่สามารถช่วยชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนได้ทันเวลา
รศ.สิตางศุ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนวิกฤตอุทกภัยให้เป็นโอกาส ต้องเร่งปฏิรูปศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำเข้ามาทำงาน และนำเทคโนโลยีเตือนภัยล่วงหน้ามาใช้กระจายข่าวสารอย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องนอนแช่น้ำก่อน แล้วค่อยมีสัญญาณเตือนภัยตามหลัง หรือหากไม่สามารถปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพได้ ก็ควรพิจารณายุบทิ้งไป
"สิตางศุ์" เปิดภาพอุทกภัย 69 ฝนถล่มหลายพื้นที่ น้ำท่วมกระจายทั่วหลายลุ่มน้ำ
อ่านข่าว :
ตั้งวอร์รูมสู้ภัยน้ำท่วม "แฟลตคลองจั่น" ช่วยประชาชน 20,000 ชีวิต
กทม.เร่งตั้งครัวกลาง ผลิตอาหาร 6 หมื่นชุด/วัน ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
8 เขต กทม.ยังวิกฤต "ลาดกระบัง–บางกะปิ" ต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก