รวม 6 ฟีเจอร์เด็ดบน iPhone สำหรับสายเดินทางเพื่อให้ทุกทริปสะดวก และอุ่นใจยิ่งขึ้น

รวม 6 ฟีเจอร์เด็ดบน iPhone สำหรับสายเดินทาง ทั้งตัวช่วยลดอาการเมารถ แผนที่ออฟไลน์ และระบบความปลอดภัย เพื่อให้ทุกทริปสะดวกและอุ่นใจยิ่งขึ้น

1. จุดนำสายตาเมื่ออยู่บนรถ

ฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อช่วยลดอาการเมารถสำหรับคนที่ต้องมองหน้าจอ iPhone ระหว่างเดินทาง โดยระบบจะแสดงจุดเล็ก ๆ ตามขอบหน้าจอเพื่อช่วยให้สายตาและความรู้สึกในการเคลื่อนที่สอดคล้องกันมากขึ้น สามารถตั้งค่าได้ที่ การตั้งค่า > การช่วยการเข้าถึง > การเคลื่อนไหว > จุดนำสายตาเมื่ออยู่บนรถ หรือเพิ่มปุ่มลัดใน Control Center เพื่อความสะดวกในการเปิด-ปิด

2. การแชร์ตำแหน่งที่ตั้งผ่าน Find My

เพิ่มความอุ่นใจเมื่อต้องเดินทางคนเดียวหรือไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย ด้วยการแชร์ตำแหน่งที่ตั้งแบบเรียลไทม์ให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ไว้ใจผ่านแอป Find My (ค้นหาของฉัน) โดยสามารถเลือกได้ว่าจะแชร์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ หรือแชร์ตลอดเวลา เพื่อให้คนทางบ้านติดตามพิกัดของเราได้ตลอดการเดินทาง

3. เช็กรายละเอียดเที่ยวบินผ่านแอป Notes

วิธีทางลัดสำหรับคนบินบ่อย เพียงพิมพ์คำว่า “Flight” ตามด้วยหมายเลขเที่ยวบิน (Flight Number) ในแอป Notes แล้วกดที่แถบสีเทาที่ปรากฏขึ้น ระบบจะแสดงรายละเอียดเที่ยวบิน เช่น สายการบิน, เวลาออกเดินทาง, เวลา Landing และสถานะการบินว่าตรงเวลาหรือ Delay โดยไม่ต้องสลับแอปไปมา

4. ตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้าอย่างละเอียด

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทางด้วยแอปสภาพอากาศ โดยสามารถค้นหาชื่อเมืองหรือสนามบินปลายทางเพื่อดูพยากรณ์อากาศรายวัน รวมถึงโอกาสการเกิดฝนตก เพื่อให้วางแผนการเตรียมชุดและอุปกรณ์ เช่น ร่ม หรือเสื้อกันฝน ได้อย่างถูกต้อง

5. ดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ใน Apple Maps

สำหรับพื้นที่อับสัญญาณหรือการเดินทางไปต่างประเทศ การดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์เก็บไว้ในเครื่องจะช่วยให้เรานำทางได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ต โดยเข้าไปที่โปรไฟล์ในแอป Apple Maps > แผนที่ออฟไลน์ > เพิ่มแผนที่ออฟไลน์ แล้วกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ต้องการดาวน์โหลด ซึ่งฟีเจอร์นี้ยังซิงก์ไปยัง Apple Watch ได้อีกด้วย

6. ตรวจจับการชน

ฟีเจอร์ความปลอดภัยสำคัญที่ควรเปิดใช้งาน โดยระบบจะตรวจจับการชนรุนแรงจากหลายทิศทาง หากผู้ใช้งานไม่ตอบสนองตามเวลาที่กำหนด iPhone จะโทรแจ้งหน่วยงานฉุกเฉิน (เช่น 191) พร้อมแชร์พิกัดตำแหน่งที่ตั้ง และส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินที่เราตั้งค่าไว้ทันที

ที่มา: YouTube