คลังผนึก 6 หน่วยงาน ปู 4 Action ‘รู้เท่าทันโจร’ สั่งปลัดฯ เดินหน้าให้เสร็จใน 30 วัน

ผลประชุม ‘Connect the Dot’ ครั้งที่ 2/2569 คลังผนึก 6 หน่วยงาน วาง 4 Action ‘รู้เท่าทันโจร’ สั่งปลัดฯ สั่งปลัดคลังบูรณาการ 4 ระบบ ‘เชื่อมข้อมูล-แจ้งเหตุ-ระงับเงิน’ ใน 30 วัน ย้ำยังไม่มีคุยภาษีทองคำ

  • เห็นชอบ 2 หลักการ ก่อนเดินหน้า 4 Action
  • วาง 4 Action เชื่อมข้อมูล-แจ้งเหตุ-ระงับเงิน
  • สั่งปลัดคลังบูรณาการ 4 ระบบใน 30 วัน
  • ก.ล.ต.ชี้ KYC มีอยู่แล้ว แต่ต้องทำมาตรฐานประเมินความเสี่ยงให้เป็นหนึ่งเดียว
  • ปลัดคลังย้ำ ยังไม่มีคุยภาษีทองคำ

วันนี้ (14 กันยายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางยกระดับการป้องกันและปราบปรามภัยทางการเงิน โดยมุ่งแก้ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลและการกำกับดูแลที่ปัจจุบันยังแยกกันอยู่ในแต่ละหน่วยงาน

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมา มิจฉาชีพอาศัยช่องว่างระหว่างระบบของแต่ละหน่วยงานในการหลอกลวงประชาชน รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับเกณฑ์การกำกับดูแล ทำให้การติดตามเส้นทางการเงินทำได้ยากขึ้น ดังนั้น จำเป็นต้องยกระดับระบบให้สามารถ ‘รู้เท่าทันโจร’ และติดตามธุรกรรมต้องสงสัยได้รวดเร็วกว่าเดิม

เห็นชอบ 2 หลักการ ก่อนเดินหน้า 4 Action

ที่ประชุมเห็นชอบหลักการสำคัญในการยกระดับระบบติดตามธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะ 2 เรื่อง ดังนี้

1) การยกระดับมาตรฐานการรู้จักลูกค้า หรือ KYC (Know Your Customer) และการตรวจสอบสถานะลูกค้าเชิงลึก หรือ EDD (Enhanced Due Diligence) ให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกันมากขึ้น ให้สามารถระบุตัวตนและประเมินความเสี่ยงของลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ Financial Action Task Force (FATF)

2) จัดทำคลังข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์รูปแบบและพฤติกรรมของมิจฉาชีพได้ รวมถึงพัฒนาความสามารถในการคาดการณ์ธุรกรรมที่มีความเสี่ยงล่วงหน้า

ดร.เอกนิติกล่าวว่า พฤติกรรมของมิจฉาชีพมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา หากภาครัฐกำหนดเพียงเกณฑ์วงเงินสำหรับรายงานธุรกรรม เช่น กำหนดธุรกรรมที่มีมูลค่า 5 ล้านบาทขึ้นไป มิจฉาชีพก็สามารถเปลี่ยนวิธีการด้วยการแบ่งหรือหมุนเงินให้ต่ำกว่าเกณฑ์เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้

“พฤติกรรมของมิจฉาชีพมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเมื่อมีการกำหนดเกณฑ์ให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมที่มีวงเงินสูง มิจฉาชีพก็อาจเปลี่ยนวิธีการด้วยการแบ่งหรือหมุนเงินให้ต่ำกว่าเกณฑ์เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ดังนั้น ระบบจึงต้องสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและเส้นทางการเงินได้มากกว่าการใช้เกณฑ์วงเงินเพียงอย่างเดียว” ดร.เอกนิติกล่าว

วาง 4 Action เชื่อมข้อมูล-แจ้งเหตุ-ระงับเงิน

จากหลักการดังกล่าว ที่ประชุมกำหนดแนวทางดำเนินการต่อ 4 ด้าน เพื่อให้การเชื่อมโยงข้อมูลและการรับมือภัยทางการเงินเกิดขึ้นเป็นระบบมากขึ้น ดังนี้

1) การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จะพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูล โดยเปิดให้ลูกค้าหรือประชาชนสามารถให้ความยินยอมในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลประชาชน

2) การจัดทำข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์พฤติกรรมของมิจฉาชีพ โดยโจทย์สำคัญคือการทำให้ระบบสามารถมองเห็นรูปแบบธุรกรรมที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ดูเพียงธุรกรรมใดธุรกรรมหนึ่งหรือใช้เกณฑ์วงเงินเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว

3) การพัฒนาระบบบริหารการแจ้งเหตุระดับชาติ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการระบบที่มีอยู่ และออกแบบให้เชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุเพียงครั้งเดียว และข้อมูลถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

4) การระงับเส้นทางการเงิน โดยกระทรวงดีอีและ สตช. จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถติดตามและระงับเส้นทางเงินได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุ ลดความเสียหายที่อาจขยายวงกว้างขึ้น

ทั้ง 4 ด้านจะดำเนินการภายใต้การบูรณาการของ 6 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน ก.ล.ต. กระทรวงดีอี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สั่งปลัดคลังบูรณาการ 4 ระบบใน 30 วัน

สำหรับขั้นตอนต่อไป ที่ประชุมมอบหมายให้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการบูรณาการทั้ง 4 ระบบ โดยกำหนดกรอบเวลา 30 วัน เพื่อออกแบบมาตรฐานข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูล และแนวทางวิเคราะห์เส้นทางการเงินให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก่อนนำไปสู่การพัฒนาระบบให้สามารถใช้งานได้จริง

เป้าหมายของการบูรณาการครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 มิติ ได้แก่ การป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการตรวจจับธุรกรรมและพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง โดยคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการช่วยเหลือประชาชนหลังเกิดเหตุ ด้วยการระงับธุรกรรมและติดตามเส้นทางเงินให้ได้รวดเร็วที่สุด

ก.ล.ต.ชี้ KYC มีอยู่แล้ว แต่ต้องทำมาตรฐานประเมินความเสี่ยงให้เป็นหนึ่งเดียว

ด้าน พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบ KYC, CDD (Customer Due Diligence) และ EDD อยู่แล้ว แต่สิ่งที่จำเป็นต้องยกระดับคือแนวทางการประเมินพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงเกณฑ์การเรียกเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้าให้มีมาตรฐานเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ หรือผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล ควรใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่สอดคล้องกัน รวมถึงยึดแนวทางตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและมองเห็นพฤติกรรมของลูกค้าในภาพเดียวกันมากขึ้น

ปลัดคลังย้ำ ยังไม่มีคุยภาษีทองคำ

ส่วนประเด็นภาษีทองคำ ซึ่งถูกจับตาว่าเป็นหนึ่งในแนวทางปิดช่องทางเงินเทา ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมวันนี้ยังไม่ได้หารือเรื่องดังกล่าว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อปิดช่องทางที่เงินเทาสามารถไหลผ่านระบบ

“วันนี้ไม่ได้คุยเรื่องภาษีทองคำ อยู่ระหว่างการดำเนินงาน เพื่อให้ทุกประตูที่ผ่านของเงินเทาถูกปิด” ลวรณกล่าว