โฆษกกรมชลฯ ยันน้ำท่วมไม่หนักเท่าปี 54 ยอมรับ กทม.เป็นไปได้สูง หากฝนถล่ม เจอน้ำขังรอระบาย

โฆษกกรมชลฯ ยันน้ำท่วมไม่หนักเท่าปี 54 และจะไม่เหมือนปี 2558 ด้วย เผยตั้งเป้าระบายน้ำไม่เกิน 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมผันออกคลองสาขาซ้าย-ขวา พร่องน้ำเตรียมรองรับฝนปลาย ก.ย. ส่วนข้อกังวลใจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ถ้าหากเจอฝนถล่มหนัก ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องมีพื้นที่น้ำท่วมขังรอการระบาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีราบลุ่มต่ำ และมีประวัติน้ำท่วมขัง

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ดร. ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำหรับมรสุมที่จะมีการพัดผ่านประเทศไทย กรมชลประทานได้มีการวางแผนในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเดิมทีแล้วมีปริมาณน้ำมาจากจังหวัดนครสวรรค์ จากแม่น้ำปิงวัง ยม น่าน ซึ่งมีฝนตกตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณฝนตกบริเวณท้ายเขื่อนภูมิพล จังหวัดกำแพงเพชร ฝนตกท้ายเขื่อนสิริกิติ์ รวมไปถึงในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร ซึ่งทำให้มวลน้ำมารวมตัวกัน

ซึ่งกรมชลประทานก็มีการประเมินว่าปริมาณของน้ำเดิม มีอยู่แล้วจึงมีการใช้ระบบชลประทานผลักดันน้ำไปยังคลองแม่น้ำสาขา ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก คลองป่าสัก, คลองชัยนาท-อยุธยา ในการระบายเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งการระบายน้ำเข้าสู่ระบบกรมชลประทานจะต้องคำนึงถึงผลกระทบของชาวบ้านในพื้นที่

ซึ่งจากการประชุมร่วมกันกับกรมทรัพยากรทางน้ำ ได้มีการขออนุญาตระบายน้ำ 1,500 - 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งชาวบ้านอาจจะตกใจว่าจะต้องมีการระบายน้ำสูงถึง 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเลยหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การขออนุญาตเป็นเพียงการรับมือ หากมีความจำเป็นจริงก็จำเป็นต้องใช้การระบายน้ำระดับ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์แล้วคาดว่าอาจจะมีการระบายน้ำจริงไม่เกิน 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ส่วนจังหวัดที่มีประวัติในน้ำท่วมซ้ำซาก จะสร้างความน่ากังวลใจในพื้นที่หรือไม่ ดร.ธเนศร์ ระบุว่า ต้องยอมรับว่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างในพื้นที่ บางบาล ซึ่งปกติจะมีการระบายน้ำประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณน้ำที่สูงประมาณ 1 เมตรกว่าๆ ภายใต้ความกังวลของชาวบ้าน ก็อาจจะกังวลใจว่าน้ำจะท่วมเหมือนปี 2554 หรือไม่ ซึ่งตนเองยืนยันได้ว่าไม่เหมือนปี 2554 แน่นอน และจะไม่เหมือนปี 2558 ด้วย

ฝนจะตกในช่วงปลายเดือนกันยายน ถึง ต้นเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นช่วงสุดท้ายของการเกิดอุทกภัยในภาคกลาง ซึ่งถ้าหากไม่มีปริมาณฝนเป็นจำนวนมากมาตกเพิ่มเติมก็จะลดปริมาณการระบายน้ำ

ส่วนข้อกังวลใจในพื้นที่กรุงเทพมหานครใจกลางเมือง หลายคนมีความกังวลใจว่าเกิดน้ำท่วมขังรอการระบายในหลายพื้นที่ ดร.ธเนศร์ บอกว่า ระบบการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครสามารถระบายน้ำได้เพียงแค่ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถ้าหากมีปริมาณฝนตกในพื้นที่ที่ฝนตกหนักมากๆ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องมีพื้นที่น้ำท่วมขังรอการระบาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีราบลุ่มต่ำ และมีประวัติน้ำท่วมขัง

ซึ่งจากการประชุมร่วมกันกับทางกรุงเทพมหานคร ก็ทราบว่าได้มีการพร่องน้ำระบายออกจากคลองแสนแสบ คลองต่างๆ ในกรุงเทพมหานครเพื่อให้มีพื้นที่การรองรับน้ำ หรือบางที่ก็ต้องมีการใช้เครื่องสูบน้ำการผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง และจะไม่ท่วมขังหนักเหมือนปี 2554