50 ปี 6 ตุลา หน้าที่เบิกตา รับฟัง และจดจำยังเป็นของเรา
หลายปีก่อนฉันยืนอยู่หน้าแผ่นพลาสติกใสแผ่นหนึ่งที่ตั้งอยู่บนสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์
ถ้ามองด้วยตาเปล่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือสนามฟุตบอลที่ฉันเดินผ่านบ่อยๆ หญ้าเขียว แดดบ่าย และนักศึกษาที่เดินข้ามไปมาอย่างไม่รีบร้อน แต่พอมองผ่านแผ่นใส ภาพเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็ซ้อนลงบนพื้นที่เดียวกันพอดี
ภาพนั้นติดตาฉันมาจนถึงวันนี้ ไม่ใช่เพราะมันโหดร้ายกว่าภาพถ่ายที่เคยเห็นในหนังสือ แต่เพราะมันทำให้ฉันเห็นสิ่งที่เราในสังคมเคยมองข้ามมาตลอด นั่นคือเรื่องจริงที่ว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่อื่นไกล มันอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรานี่เอง เพียงแต่ด้วยตาเปล่า เราจะเห็นแค่สนามหญ้า ต่อเมื่อมีใครสักคนลงแรงทำแผ่นใสขึ้นมาและตั้งมันไว้ตรงนั้น เราจึงมองเห็นความจริงอีกชั้นหนึ่งที่ซ้อนอยู่
คนที่ทำแผ่นใสแผ่นนั้นไม่ใช่รัฐ แต่เป็นผู้จัดงานรำลึก 40 ปี 6 ตุลา เมื่อปี 2559 และมันเป็นเพียงหนึ่งในความพยายามนับไม่ถ้วนของประชาชนหลายกลุ่มหลายรุ่น ที่ยังลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ ปีนี้ 6 ตุลาเดินทางมาครบ 50 ปี และคำถามที่ฉันอยากชวนคิดก็คือ ทำไมครึ่งศตวรรษผ่านไป งานของการทำให้คนมองเห็นจึงยังเป็นงานของประชาชน
– เบิกตา –
ฉันรู้จัก 6 ตุลาอย่างจริงจังครั้งแรกตอนเป็นนักศึกษา จากชั้นหนังสือในหอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากที่หนังสือเรียนสมัยมัธยมเล่าเหตุการณ์นี้ไว้เพียงไม่กี่บรรทัด เป็นไม่กี่บรรทัดที่อาจไม่ได้โกหก แต่ก็ไม่ได้บอกความจริง ไม่ได้บอกว่าใครยิง ใครเสียชีวิต เสียชีวิตอย่างโหดร้ายเพียงไร และทำไมจนถึงวันนี้จึงไม่มีใครต้องรับผิด
ยิ่งทำความรู้จักและเข้าใจ คำถามข้อหนึ่งก็ยิ่งชัดขึ้น เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้อาวุธสงครามกับนักศึกษาและประชาชนในมหาวิทยาลัยกลางเมืองหลวง ทำไมจึงแทบไม่มีที่ทางในความทรงจำอย่างเป็นทางการของประเทศนี้
คำตอบส่วนหนึ่งไม่ได้ซ่อนอยู่ที่ไหนเลย มันเขียนไว้ในตัวเลขและตัวบทกฎหมาย
ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่โครงการ ‘บันทึก 6 ตุลา’ ตรวจสอบและบันทึกไว้มีอย่างน้อย 45 ราย ขณะที่มูลนิธิป๋วย อึ๊งภากรณ์เคยประเมินไว้เกินกว่าร้อยคน และเฉพาะวันนั้นวันเดียวมีผู้ถูกจับกุมในธรรมศาสตร์กว่าสามพันคน ห้าสิบปีผ่านไป สังคมไทยยังคงต้องตามหา รื้อคนข้อมูล และนับจำนวนผู้เสียชีวิตในเช้าวันนั้นกันต่อไป
ในเย็นวันเดียวกันนั้นเกิดรัฐประหาร และไม่นานก็มีกฎหมายนิรโทษกรรมให้คณะผู้ยึดอำนาจ สองปีต่อมา ในวันที่ 16 กันยายน 2521 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2519 กฎหมายฉบับนี้ปล่อยตัวนักศึกษาที่ตกเป็นจำเลย แต่ความคุ้มครองของมันครอบคลุมไปถึงผู้ที่ทำร้ายและสังหารผู้ชุมนุมด้วย ผลลัพธ์คือไม่มีใครถูกนำตัวขึ้นศาลจากการฆ่าในเช้าวันนั้นแม้แต่คนเดียว
สิ่งที่ตกทอดมาจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแค่ความเงียบ สิบห้าวันหลังเหตุ 6 ตุลา คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินออกคำสั่งฉบับที่ 41 เพิ่มโทษความผิดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นในประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา โดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภา หนึ่งในนั้นคือมาตรา 112 ซึ่งโทษเปลี่ยนจากจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็น 3 ถึง 15 ปี โดยห้าสิบปีผ่านไป คำสั่งนี้ก็ยังฝังอยู่ในกฎหมายอาญาไทย
ผู้ที่ลงมือในเช้าวันนั้นได้รับการนิรโทษ แต่กฎหมายที่เกิดจากรัฐประหารครั้งเดียวกัน ยังคงใช้ลงโทษคนที่แสดงความคิดเห็นอยู่เรื่อยไป
พอวางทั้งหมดนี้ไว้ข้างกัน ทั้งตัวเลขที่ยังนับไม่จบ กฎหมายที่ลบความผิดให้ผู้กระทำ คำสั่งที่ยังเพิ่มโทษให้ผู้พูด และหนังสือเรียนที่เหลือไม่กี่บรรทัด ก็จะเห็นว่าความเงียบเรื่อง 6 ตุลาไม่ได้เกิดขึ้นเองตามกาลเวลา มันถูกสร้าง ถูกเขียน และถูกรักษาไว้
การเบิกตาในความหมายนี้จึงไม่ใช่แค่การได้เห็นภาพความรุนแรง แต่คือการมองเห็นว่า ‘ความเงียบ’ และ ‘การลืม’ ถูกออกแบบขึ้นมาอย่างไร
– รับฟัง –
งาน 6 ตุลาจัดขึ้นแทบทุกปี หลายคนก็ไปมันทุกปี แต่เมื่อเวลาผ่านไปบางคนก็อาจเริ่มมองมันเป็นวาระที่วนกลับมาตามปฏิทิน พวงมาลัย ปาฐกถา ภาพชุดเดิม แล้วทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้าน คนจำนวนไม่น้อยที่ผูกพันกับ 6 ตุลามาหลายปีน่าจะรู้จักความรู้สึกนี้ดี คล้ายว่าเราขยับไปรู้สึกกับอย่างอื่น ทั้งที่ยังไม่มีอะไรคลี่คลาย
อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ตั้งชื่อหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่า ‘6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง’ ชื่อนี้อธิบายสภาวะของสังคมไทยตลอดครึ่งศตวรรษได้แม่นยำ เราลืมไม่ได้เพราะมันเกิดขึ้นจริง แต่ก็จำไม่ลงเพราะไม่มีที่ทางให้ความทรงจำนี้ได้วางลงอย่างมั่นคง
ห้าสิบปีที่ผ่านมาหลายคนอาจรู้สึกว่าเราเฝ้าแต่จำโดยไม่มีอะไรเปลี่ยน ภาระของการจดจำตกอยู่กับประชาชนฝ่ายเดียว ตั้งแต่ญาติผู้สูญเสีย อดีตนักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรม ศิลปิน ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่รัฐซึ่งควรเป็นผู้รับผิดชอบไม่เคยยื่นมือมารับภาระนี้ไปเลย ไม่เคยนำไปสู่การรับผิด การชำระ แม้แต่การบันทึกอย่างเป็นทางการก็ไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างจึงราวกับเงียบเสียงลง
แต่ทางออกของความเงียบย่อมไม่ใช่การเลิกจดจำ
ช่วงเป็นนักศึกษาปีสี่และต้องทำหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยร่วมกับเพื่อนๆ เหล่านักเรียนวารสารศาสตร์อย่างพวกเราได้ไปทำข่าวการเปิดตัวโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา จำได้ดีว่าตอนนั้นเราตื่นเต้นกันแค่ไหน เพราะในที่สุดก็มีคนลงมือทำให้มันเกิดขึ้น แม้พิพิธภัณฑ์ไม่ได้อยู่ในรูปแบบอาคาร แต่เริ่มต้นในรูปแบบเว็บไซต์และคลังข้อมูล
หลังจากนั้นโครงการค่อยๆ เก็บวัตถุพยานทีละชิ้น ชิ้นที่ฉันหวนระลึกถึงบ่อยที่สุดคือประตูแดงจากนครปฐม ประตูที่พนักงานการไฟฟ้าสองคน คือวิชัย เกษศรีพงษา และชุมพร ทุมไมย ถูกแขวนคอเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2519 ก่อนเหตุการณ์ใหญ่ไม่ถึงสองสัปดาห์ เกือบ 43 ปีหลังจากนั้น ประตูบานนี้ถูกขนย้ายออกจากที่ตั้งเดิมเพื่อเก็บรักษาไว้ และนำมาจัดแสดงครั้งแรกในนิทรรศการ ‘ประจักษ์ | พยาน’ ที่หอประชุมศรีบูรพาเมื่อตุลาคม 2562
วันที่ขนย้ายประตูแดง ฉันซึ่งเรียนจบมาทำงานจริงเป็นสื่อแล้วก็ได้เดินทางไปบันทึกเหตุการณ์ไว้ และมองเห็นพี่ชายของชุมพร ยืนมองประตูบานนั้นถูกพาออกไปจนลับตา
ปีเดียวกันนั้นนิทรรศการครั้งแรกของพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลาจัดแสดงวัตถุพยานสามชิ้น คือกางเกงยีนส์ของนักศึกษาที่ถูกยิงเสียชีวิต ลำโพงที่เต็มไปด้วยรอยกระสุน และประตูแดงบานนั้น เบื้องหลังวัตถุแต่ละชิ้นคือการที่ทีมงานต้องตามหา พูดคุยกับครอบครัวและเจ้าของ ขนย้ายมัน และหาทางเก็บรักษาไว้ ของสามชิ้นนั้นจึงไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่เป็นหลักฐานว่าความทรงจำที่ถูกปล่อยให้กระจัดกระจายมาเกือบครึ่งศตวรรษ ต้องใช้แรงมากแค่ไหนกว่าจะเก็บกลับมาได้แม้เพียงชิ้นเดียว
แน่นอน คำถามที่ตามมาคือถ้าภาคประชาชนทำได้ถึงขนาดนี้ด้วยมือเปล่า รัฐซึ่งมีทั้งทรัพยากร งบประมาณ และอำนาจเข้าถึงเอกสารราชการ เลือกที่จะไม่ทำเพราะอะไร
มาถึงปีนี้ ในวาระครบ 50 ปี ฉันได้เห็นอีกก้าวของการบันทึกความทรงจำ 6 ตุลา คือเว็บไซต์ ‘สดับกาล 6 ตุลาคม 2519’ ซึ่งโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลาทำร่วมกับ Punch Up เป็นแผนที่ออนไลน์ที่ปักหมุดสถานที่เกิดเหตุในและรอบธรรมศาสตร์ ไล่ตั้งแต่ลานโพธิ์ ไปจนถึงสนามฟุตบอล แนวต้นไม้ที่สนามหลวง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และถนนหน้าวัดมหาธาตุ แต่ละจุดมีเรื่องเล่าและหลักฐานให้ทั้งอ่านและฟัง จะยืนฟังอยู่ ณ ที่เกิดเหตุจริง หรือเปิดฟังจากที่ไหนในโลกก็ได้
ระหว่างไล่ดูหมุดทีละจุด มีสองจุดที่ทำให้ฉันหยุดนิ่งไปนาน หมุดที่ 12 และ 13 ไม่มีชื่อคน มีเพียงคำว่า ‘ชายคนหนึ่ง’ ย้ำชัดว่าห้าสิบปีผ่านไป ยังมีคนอีกมากที่ถูกทำร้ายในเช้าวันนั้น ซึ่งเรารู้จักเขาได้แค่ในฐานะชายคนหนึ่ง
ในแง่หนึ่ง สดับกาลคือแผ่นพลาสติกใสแผ่นเดิมที่ฉันเคยยืนมอง เพียงแต่คราวนี้มันไม่ได้ตั้งอยู่ในงานรำลึกประจำปี มันอยู่ในโทรศัพท์ของทุกคน ใครเดินผ่านหน้าหอประชุมใหญ่ในวันธรรมดาก็สามารถยกมันขึ้นมาดูได้ แผนที่นี้ประกาศชัดว่ามันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด และเปิดรับเรื่องเล่า ภาพถ่าย และเอกสารจากใครก็ตามที่มีอยู่ในมือ มันจึงไม่ใช่อนุสรณ์ที่สร้างเสร็จแล้วตั้งไว้ แต่เป็นคลังความทรงจำที่ยังไม่เสร็จ และไม่ตั้งใจจะเสร็จ
นี่อาจเป็นเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นบนความเงียบ เสียงของความทรงจำที่ยังเติบโตได้ และจะไม่กลายเป็นของแช่แข็ง
– จดจำ –
ถ้ามองออกไปนอกประเทศ จะเห็นว่าสังคมที่เคยผ่านความรุนแรงโดยรัฐมีวิธีจดจำได้หลายแบบ
เกาหลีใต้ทำให้การลุกฮือและสังหารหมู่ที่กวางจูในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2523 กลายเป็นความทรงจำระดับชาติ มีสุสาน มีหอจดหมายเหตุ และเอกสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกของ UNESCO ตั้งแต่ปี 2011 นั่นคือภาพของรัฐที่ยอมรับและรับภาระการจดจำไปถือไว้เอง
อีกตัวอย่างที่ฉันคิดถึงคือ Stolpersteine ในยุโรป มันคือก้อนหินสีทองที่หน้าตาและขนาดคล้ายก้อนหินปูถนน แต่ถูกฝังไว้บนทางเท้าหน้าบ้านของเหยื่อที่ถูกนาซีสังหาร โดยสลักชื่อ วันเกิด และชะตากรรมของคนคนนั้น โครงการนี้เริ่มจากศิลปินชาวเยอรมันชื่อ Gunter Demnig ในช่วงทศวรรษ 1990 จนทุกวันนี้มีก้อนหินแบบนี้ฝังอยู่ทั่วยุโรปแล้วกว่า 126,000 แผ่น หลักคิดของมันคล้ายกับแผนที่สดับกาลอย่างน่าประหลาด คือความทรงจำไม่ควรถูกเก็บไว้ในอาคารที่ต้องตั้งใจเดินไปหา แต่ควรอยู่ในจุดที่เรื่องเกิดขึ้นจริง ตรงที่เราเดินผ่านทุกวัน
เรื่องที่น่าคิดยิ่งกว่าคือ แม้ในสังคมที่ดูเหมือนชนะเรื่องความทรงจำไปแล้ว การต่อสู้ก็ยังไม่จบ เมื่อไม่กี่วันก่อน สภาเมืองไฮเดเนา (Heidenau) ในเยอรมนีเพิ่งลงมติไม่อนุญาตให้ฝัง Stolpersteine ใหม่บนทางเท้าสาธารณะอีก ทำให้เห็นว่าความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ได้มาครั้งเดียวแล้วเป็นของเราตลอดไป มันต้องถูกปกป้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ย้อนกลับมาที่ไทย นอกจากประติมานุสรณ์ในรั้วธรรมศาสตร์ เรายังไม่มีพิพิธภัณฑ์ ไม่มีป้ายบอกตำแหน่งที่เกิดเหตุ และไม่มีการรับผิดรับชอบอย่างเป็นทางการว่ารัฐคือผู้กระทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การเบิกตา รับฟัง และจดจำ ยังเป็นหน้าที่ของเรา
ต่อรัฐไม่เคยมาแบ่งภาระจดจำ หน้าที่นี้ก็ไม่เคยถูกพรากไปจากมือเรา และตราบใดที่ยังมีคนยกความทรงจำขึ้นมาดู จะเป็นรูปในโทรศัพท์มือถือ แผ่นพลาสติกใสที่ถูกจัดแสดงบนสนามหญ้าธรรมศาสตร์ หรือเว็บไซต์ที่บันทึกเหตุการณ์ผ่านแผนที่ ความเงียบและการลืมที่ถูกออกแบบไว้ก็จะไม่มีวันสำเร็จสมบูรณ์
สดับกาลปิดท้ายการเดินด้วยประโยคหนึ่งที่ฉันอ่านซ้ำหลายรอบ “การเดินทางตามแผนที่สิ้นสุด ณ จุดนี้ หากแต่คำถามอีกหลายคำถามยังคงอยู่”
คำถามที่ยังคงอยู่มีทั้งคำถามเก่าที่ไม่เคยได้รับคำตอบ ใครสั่งการ ใครลงมือ ชายคนหนึ่งในหมุดที่ 12-13 คือใคร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ
ส่วนคำถามใหม่ก็ยังส่งต่อมาถึงพวกเราที่ยังมีชีวิต ว่าห้าสิบปีต่อจากนี้ หากเรายังเดินผ่านพื้นที่เหล่านี้ด้วยกัน เราจะเลือกจดจำและส่งต่อประวัติศาสตร์นี้อย่างไร
**หมายเหตุ
เข้าดูแผนที่ดิจิทัล ‘สดับกาล 6 ตุลาคม 2519’ ได้ที่: listeningto6oct1976.org
เครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา กำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งฉบับที่ 41 ลงชื่อได้ที่ decoup6octsins.com
50 ปี 6 ตุลาฯ สดับกาล ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 6 ตุลา โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา
เรื่อง: ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์
จบจากรั้ววารสารฯ ธรรมศาสตร์ รักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วยนำ้เสียงสนุกสนาน เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สนใจประเด็นเรื่องเพศ และเชื่อในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนอย่างเท่าเทียม