‘แบงก์ชาติ’ ผุด5เสาหลักปราบอาชญากรรมไซเบอร์

‘แบงก์ชาติ’ เปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ชู 5 เสาหลักสกัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย-อาชญากรรมไซเบอร์
14 ต.ค. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวบนเวที Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ในการจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ปัจจุบันมีความเสี่ยงสำคัญจากการฉ้อโกงทางการเงิน อาชญากรรมไซเบอร์ และความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วที่ต้องเร่งจัดการ 3 ด้าน ได้แก่ 1. การฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อบริการทางการเงิน โดยข้อมูลว่า มูลค่าความเสียหายจากการฉ้อโกงทั่วโลกในปี 2568 อยู่ที่มากกว่า 440,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จำนวนคดีฉ้อโกงที่ใช้ช่องทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนในเอเชียมีสัดส่วนความเสียหายจากการฉ้อโกงถึง 67% ในปี 2567 สะท้อนถึงความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยกระดับมาตรการรับมือร่วมกันในระดับภูมิภาค
2. ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และการปฏิบัติงาน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นตามการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ทำให้ความเสียหายจากจุดใดจุดหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมได้ 3. ความเสี่ยงจากระบบนิเวศทางการเงินรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีเกิดใหม่มาใช้ในบริการทางการเงิน ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนากลไกกำกับดูแลและมาตรการป้องกันให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบและไม่สร้างความเสี่ยงต่อผู้ใช้บริการ
ทั้งนี้ ประเทศไทยความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินอยู่ที่มากกว่า 43,000 ล้านบาทในปี 2567 ก่อนลดลงเหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ความเสียหายลดลงเหลือเพียงกว่า 9,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการประสานความร่วมมือและการดำเนินมาตรการอย่างเป็นระบบสามารถช่วยลดความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้เป็นที่มาของวาระ Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) ของ ธปท. ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการสำคัญว่า เมื่อบริการทางการเงินดิจิทัลพัฒนาก้าวหน้า ความเชื่อมั่นและความสามารถในการรับมือความเสี่ยงของระบบก็ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน โดยแนวทางดังกล่าวครอบคลุมการวางมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการจากการฉ้อโกงและอาชญากรรมดิจิทัล เสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนกำกับให้การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เป็นไปอย่างรับผิดชอบและทั่วถึง” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
สำหรับ Bangkok Blueprint กำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการ ครอบคลุม 5 เสาหลัก ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่ เสาหลักที่ 1 ยกระดับรากฐานทางกฎหมายให้เข้มแข็ง โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานระดับประเทศ ความรับผิดชอบของแต่ละองค์กร และอำนาจตามกฎหมายที่เพียงพอสำหรับการป้องกันและจัดการปัญหาการฉ้อโกงทางการเงิน, เสาหลักที่ 2 เสริมความเข้มแข็งตลอดวงจรการจัดการการฉ้อโกง ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มีความปลอดภัย การใช้มาตรการป้องกันที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ การตรวจจับความผิดปกติในระดับระบบ ไปจนถึงการตอบสนองและการช่วยเหลือผู้เสียหายให้สามารถกู้คืนเงินได้
เสาหลักที่ 3 ใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและจัดการกับการฉ้อโกง โดยเชื่อมโยงเครื่องมือและกลไกที่มีอยู่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ, เสาหลักที่ 4 ขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถติดตามและสกัดเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงได้แม้มีการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน และเสาหลักที่ 5 ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความสามารถในการรับมือความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ
นายวิทัย กล่าวอีกว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้เพิ่มความเข้มข้นในการจัดการกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย โดยตระหนักว่าเงินที่ได้จากการฉ้อโกงและการหลอกลวงเป็นแหล่งสำคัญของกระแสเงินทุนผิดกฎหมาย เส้นทางเงินจากการฉ้อโกงมักเริ่มจากการโอนเข้าสู่บัญชีม้าหรือบัญชีที่ใช้รับเงินจากการหลอกลวง ก่อนถูกถอนออกมาเป็นเงินสด และนำไปแปลงเป็นสินทรัพย์รูปแบบอื่น เช่น ทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ซึ่งเป็นเหรียญ Stablecoin ที่มีมูลค่าอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐ
โดยมาตรการที่ ธปท. ดำเนินการประกอบด้วย การเพิ่มข้อกำหนดด้านการรายงานธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านบาท การยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำมูลค่าสูง การเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยให้ความสำคัญกับ USDT เป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันการเงินยังได้กำหนดความคาดหวังร่วมกันและแสดงเจตนารมณ์ในการป้องกันไม่ให้ภาคการเงินของไทยถูกใช้เป็นช่องทางสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ผ่านกรอบการดำเนินงานเพื่อพิทักษ์ภาคการเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย (Safeguarding the Financial Sector for Illicit Activity) ซึ่งมีการประกาศไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
“การหารือในเวทีครั้งนี้จะเปิดมุมมองทั้งในระดับโลกและระดับประเทศเกี่ยวกับลำดับความสำคัญเชิงนโยบาย การนำกรอบแนวทางไปปฏิบัติ และความร่วมมือข้ามพรมแดน ขณะที่ช่วงบ่ายจะมีการหารือเฉพาะด้านการนำกรอบดังกล่าวไปใช้จริง โดยถอดบทเรียนจากประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อร่วมกันเปลี่ยน Bangkok Blueprint ให้เป็นมาตรการที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” นายวิทัย กล่าว
