อนุสรณ์ ฉายมุมมอง สันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ แนะยึดฉันทามติ 5 ข้อ ยุติภาวะสงครามไทย-กัมพูชา

สันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ ในความขัดแย้งของชนชั้นนำ และการยุติภาวะสงครามไทยกัมพูชา ในวาระ 81 ปี วันสันติภาพไทย

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมครบรอบ 81 ปี วันสันติภาพไทย PRIDI X BMA 81 ปี วันสันติภาพไทย หัวข้อ “ประเทศไทยกับสงครามและสันติภาพของโลก” โดยมี รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุง
เทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะอดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวนำในงานเสวนาทางวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “สันติภาพในยุคจัดระเบียบโลกใหม่”

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ระเบียบโลกภายหลังสงครามครั้งที่สองของสหรัฐอเมริกาอ่อนแอลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์ มีการดำเนินการหลายอย่างละเมิดต่อหลักการในการอยู่ร่วมกัน โดยหลักการเหล่านี้ถูกกำหนดโดยองค์กรระหว่างประเทศ ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งขึ้นมาร่วมกับประเทศสัมพันธมิตร อย่างองค์การสหประชาชาติ สันติภาพ ท่ามกลางระเบียบโลกใหม่จะเป็นอย่างไร เมื่อเราย้อนมองดูระเบียบโลกในยุคปัจจุบัน เราจะพบความจริงที่ว่าความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของสันติภาพมวลมนุษยชาติ ทั้งในรูปแบบของสงครามการค้าอันยืดเยื้อ และความขัดแย้งทางทหารอันร้อนระอุในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีของอิหร่าน แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดขึ้นจากความบกพร่องทางนโยบายของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการพังทลายของ “ระบบพหุภาคีนิยม” ที่โลกเราเคยสร้างขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ในมิติทางเศรษฐกิจ โลกเราเคยไว้วางใจให้องค์การการค้าโลกเป็นผู้ตัดสินและกำหนดทิศทาง แต่เมื่อกลไกการตัดสินข้อพิพาทระดับสากลถูกทำลายลงจนไร้สภาพบังคับ เวทีกลางที่เคยดึงคู่ขัดแย้งทางการค้าและเศรษฐกิจให้อยู่ในกติกาที่ตกลงร่วมกันจึงหมดบทบาท

ขณะเดียวกัน ในมิติความมั่นคงและการทูต ความล้มเหลวของพหุภาคีนิยมได้ฉายภาพชัดเจนที่สุดในกรณีของอิหร่าน ผลที่ตามมา คือ การทำลายความไว้วางใจระหว่างประเทศจนหมดสิ้น สถาบันที่ใหญ่ที่สุดอย่างคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กลับตกอยู่ในภาวะอัมพาตโดยสิ้นเชิงจากสิทธิวีโต้ของมหาอำนาจ ไม่สามารถหยุดยั้งสงครามตัวแทนได้

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในสงครามการค้าและวิกฤตอิหร่านจึงเป็นอุทาหรณ์ที่เด่นชัดที่สุดคือ เมื่อองค์กรและกติการะหว่างประเทศไร้ความหมาย มนุษยชาติจะหมุนวนกลับไปสู่ยุคที่อำนาจคือบรรทัดฐานของการตัดสินใจ และประเทศที่มีกำลังเศรษฐกิจหรือทหารเหนือกว่าจะบังคับใช้อำนาจตามอำเภอใจ การฟื้นฟูระบบพหุภาคีนิยมและการปฏิรูปองค์กรระหว่างประเทศให้กลับมาทำงานได้จริง จึงไม่ใช่แค่วาทะกรรมโลกสวย แต่เป็นทางออกที่จับต้องได้ หากเราต้องการยับยั้งไม่ให้ความขัดแย้งเหล่านี้ลุกลามกระทบกับสันติภาพโลกมากไปกว่านี้

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า ภาพของโลกที่เคยขับเคลื่อนด้วยกติกาพหุภาคี กำลังถูกแทนที่ด้วยโลกหลายขั้วอำนาจที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงและการแบ่งฝ่าย การแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง แต่กลุ่มที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุด กลับไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้สร้างความขัดแย้ง หากแต่เป็น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศรายได้ระดับกลาง ซึ่งผลกระทบที่เป็นรูปธรรมนั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนใน 2 มิติหลัก

1.วิกฤตค่าครองชีพ พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร

แรงกระแทกประการแรกคือการส่งผ่านความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมายังปากท้องของประชาชนโดยตรง เมื่อเกิดความตึงเครียดในจุดยุทธศาสตร์อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของโลก หรือการโจมตีเรือสินค้าใน ทะเลแดง โดยกลุ่มฮูตี ค่าขนส่งทางเรือและเบี้ยประกันภัยการเดินทางต่างพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและคนทำงานรายวันในภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.แรงกดดันให้เลือกข้าง

นโยบายต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศรายได้ระดับปานกลางถูกบีบให้เลือกข้าง ในอดีตที่ผ่านมาประเทศกำลังพัฒนาสามารถวางตัวเป็นกลางและแสวงหาประโยชน์จากมหาอำนาจทุกฝ่ายได้ แต่ในระเบียบโลกปัจจุบัน มหาอำนาจเริ่มใช้มาตรการกดดันแบบ “ถ้าไม่เป็นมิตร ก็คือศัตรู”

นอกจากนี้ การใช้มาตรการคว่ำบาตรจากฝั่งตะวันตก ยังทำให้ประเทศในแอฟริกาและเอเชียถูกบังคับให้เลิกซื้อพลังงานหรือปุ๋ยราคาถูกจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่านหรือรัสเซีย หากประเทศใดไม่ปฏิบัติตาม ก็เสี่ยงที่จะถูกลงโทษทางเศรษฐกิจหรือถูกตัดออกจากระบบการเงินสากล

ตัวอย่างทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า ในระเบียบโลกที่ผันผวนและไร้ระเบียบ ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถนั่งรอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจได้อีกต่อไป ทางรอดเดียวในยุคนี้ คือ การรวมกลุ่มทางภูมิภาคให้เข้มแข็ง
ในส่วนประเทศไทยเองนั้น เราจะไม่เป็นผู้รับกรรมจากเกมการเมืองของมหาอำนาจ และไม่อาจรอคอยให้องค์กรสากลระดับโลกหรือมหาอำนาจใดมาแก้ไขปัญหาให้เราได้

รศ ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ไทยจำเป็นต้องมีกลุ่มผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการกำหนดวิเทโศบายที่นำเอา “ประชาชน” เป็นศูนย์กลาง รักษาเอกราชและความอยู่รอด ท่ามกลางการแข่งขันเชิงอำนาจของมหาอำนาจใหม่อย่างจีน และ มหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยต้องมีบทบาทนำในการส่งเสริมสันติภาพและประชาธิปไตยในภูมิภาคอาเซียน เป็นแบบอย่างแห่งสันติภาพไปสู่ระเบียบโลกใหม่ โดยก้าวแรกที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด คือ การที่เรากับอาเซียนจะต้องเป็นกำลังหลักในการเข้าไปแสวงหาทางออกเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนขึ้นในเมียนมา ความขัดแย้งในเมียนมาส่งผลกระทบ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมามากมาย การแก้ไขปัญหาต้องมีกรอบเวลาให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการค้ายาเสพติด ปัญหาสแกมเมอร์ ปัญหาค้ามนุษย์ ปัญหาการก่อสงครามตามแนวชายแดน ปัญหาปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำ ปัญหามลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน

กระบวนการสันติภาพและประชาธิปไตยจะปิดความเสี่ยงของการที่เมียนมาจะกลายเป็นสมรภูมิของสงครามตัวแทนของมหาอำนาจได้อีกด้วย ประเทศไทยต้องนำอาเซียนยกระดับการแก้ไขปัญหาสันติภาพในเมียนมาร์อย่างเป็นรูปธรรม วิกฤตการณ์ในเมียนมาไม่ใช่เรื่องภายในของประเทศเพื่อนบ้านเพียงอย่างเดียว แต่คือบททดสอบความมั่นคงของไทยและศักดิ์ศรีของอาเซียน ในฐานะประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับเมียนมาร์กว่าสองพันสี่ร้อยกิโลเมตร ประเทศไทยต้องก้าวขึ้นมารับบทนำเชิงรุกร่วมกับอาเซียน ซึ่งจะช่วยลดแรงปะทะและเป็นสะพานสร้างความไว้วางใจขั้นแรก ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ทางการทูตที่ครอบคลุมทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาลทหาร ฝ่ายค้าน และกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อวางโรดแมปสันติภาพที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ตลอดจนประสานพลังกับประเทศอื่นในอาเซียนที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ประเทศไทยและอาเซียนต้องใช้ “ฉันทามติ 5 ข้อ” เป็นบรรทัดฐานหลักในการแก้ปัญหา เราต้องเรียกร้องให้เกิดการยุติความรุนแรงต่อพลเรือนในทันที และส่งเสริมให้ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน (ASEAN Special Envoy) สามารถเข้าถึงพื้นที่และพบปะกับทุกฝ่ายอย่างไม่มีเงื่อนไข หากขาดการประเมินความคืบหน้าที่วัดผลได้ อาเซียนและประเทศเพื่อนบ้าน ต้องร่วมมือกันใช้มาตรการกดดันทางการทูตที่ยึดมั่นในฉันทามตินี้อย่างเป็นเอกภาพ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากติกาและหลักการของภูมิภาคมีสภาพบังคับจริง

เมื่ออาเซียนพิสูจน์ว่ามีความเข้มแข็ง ผ่านการที่สามารถจัดการความขัดแย้งภายในภูมิภาคได้ในกรณีเมียนมา อาเซียนและประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่การเป็นแบบอย่างแห่งสันติภาพและความร่วมมือให้แก่โลก ในขณะที่ระเบียบโลกยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยการใช้อำนาจข่มขู่และการแบ่งขั้ว อาเซียนจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า พหุภาคีนิยมระดับภูมิภาคที่ยึดถือการเจรจา ความเคารพซึ่งกันและกัน และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นทางออกที่ใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่กลุ่มประเทศอาเซียนของพวกเรา และบังคับให้มหาอำนาจต้องหันมารับฟังความต้องการของอาเซียนอย่างแท้จริง

ภาวะสงครามในบางพื้นที่ของโลก อาจต้องใช้ปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping Principles) ซึ่งตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ (UN) มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ความยินยอมของคู่กรณี (Consent of the parties) : ภารกิจต้องได้รับความยินยอมจากรัฐบาลหรือคู่กรณีที่ขัดแย้งกันความเที่ยงธรรมและเป็นกลาง (Impartiality) : ปฏิบัติงานด้วยความยุติธรรม ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งการไม่ใช้กำลังยกเว้นเพื่อป้องกันตนเองและปกป้องภารกิจ (Non-use of force except in self-defence and defence of the mandate) : ห้ามใช้กำลังอาวุธ เว้นแต่เป็นการป้องกันตัวหรือปกป้องชีวิตและภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
เราต้องช่วยกันฟื้นฟูบทบาทของ องค์การสหประชาชาติ ทำให้หลักการปฏิบัติของสหประชาชาติเพื่อส่งเสริมสันติภาพเป็นจริง 1.การทูตเชิงป้องกัน (Preventive Diplomacy) : ป้องกันไม่ให้ข้อขัดแย้งลุกลามเป็นความรุนแรง 2.การทำให้เกิดสันติภาพ (Peacemaking) : เจรจาไกล่เกลี่ยให้คู่กรณีหันมาตกลงกันด้วยสันติวิธี
3.รักษาสันติภาพ (Peacekeeping) : ส่งกำลังเข้ารักษาสันติภาพ ควบคุมพื้นที่และดูแลความสงบ 4. การเสริมสร้างสันติภาพ (Peacebuilding) : ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วางรากฐานสถาบันประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เกิดผลระยะยาวป้องกันไม่ให้กลับมาเกิดวิกฤติขัดแย้ง สงครามซ้ำอีก

รศ.ดร.อนุสรณ์เปิดเผยอีกว่า เมื่อวานได้บรรยายนำเสนอเพื่อหาทางออกให้กับความขัดแย้งไทยกัมพูชา และ วิเคราะห์ปัญหาวิกฤติความขัดแย้งจากชนชั้นนำของสองประเทศ สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตยทั้งในกัมพูชาและไทย ประเทศต้องไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นนำจะกำกับและนำพาไปไหนก็ได้

การชี้นำ ปลุกระดมสู่ความขัดแย้งและสงคราม เป็นสิ่งที่จะนำมาสู่ความเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้ เมื่อประเทศเป็นของประชาชน ประชาชนของทั้งประเทศจะเป็นผู้กำหนดเส้นทางของประเทศตัวเอง ภาวะดังกล่าวจะทำให้เกิดสันติภาพ และการพูดคุยหารือผ่านกลไกทางการเมืองที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนต้องการสันติภาพ ไม่ได้ต้องการสงคราม

ส่วนชนชั้นนำอาจต้องการสันติภาพ หรือสงครามก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งไหนให้ผลประโยชน์ และสิ่งไหนปกป้องอภิสิทธิ์ การผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้ง ความมั่งคั่งของเขาเอาไว้ได้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สันติภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้านมักไม่ได้ถูกค้ำยันด้วยสถาบัน หรือกฎหมายระหว่างประเทศ หลายกรณีตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างชนชั้นนำ

กรณีไทย-กัมพูชาคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างทักษิณ ชินวัตร กับฮุน เซน เคยเป็นเครื่องมือรักษาความสงบตามแนวชายแดนมานานนับสิบปี แต่ในขณะเดียวกันก็คือจุดเปราะบางที่สุดของสันติภาพเช่นกัน เพราะเมื่อความสัมพันธ์ส่วนตัวแตกหัก สิ่งที่พังทลายตามไปด้วยไม่ใช่แค่มิตรภาพ หากรวมถึงกลไกที่เคยช่วยประคองความขัดแย้งระหว่างรัฐด้วย นอกจากนี้ ยังมีข้อพิพาทด้านดินแดนอันเป็นผลพวงจากเหตุปัจจัยอันหลากหลายในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

ปรากฏการณ์เช่นนี้สอดคล้องกับสิ่งที่วิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียกว่า “elite bargain” หรือข้อตกลงระดับชนชั้นนำซึ่งเป็นกลไกจัดการความขัดแย้งที่พบได้ทั่วไปในภูมิภาคที่สถาบันทางการเมืองยังอ่อนแอเมื่อเทียบกับเครือข่ายอุปถัมภ์ส่วนบุคคล ประเทศเหล่านี้มักมีสถาบันประชาธิปไตยที่อ่อนแอ เนื่องจากไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือ ปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง

ข้อได้เปรียบของกลไกนี้คือความคล่องตัวในการเจรจาต่อรองนอกกรอบพิธีการ ทำให้บางครั้งสามารถคลี่คลายข้อพิพาทเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ยั่งยืน และ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของผู้นำ และ เครือข่ายชนชั้นนำ แต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ เสถียรภาพที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “สันติภาพเชิงลบ” ตามนิยามของโยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) กล่าวคือเป็นเพียงภาวะปลอดจากการเผชิญหน้าทางทหารในช่วงเวลาหนึ่ง มิใช่สันติภาพเชิงบวกที่เกิดจากการคลี่คลายเงื่อนไขความขัดแย้งเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทเขตแดนที่ยังไม่ได้รับการปักปันอย่างเป็นทางการ ความไม่สมมาตรของอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ หรือกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่แทบไม่มีอยู่จริง

คำถามที่สำคัญกว่าคือสันติภาพนั้นตั้งอยู่บนอะไร หากตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มันอาจมีประสิทธิภาพอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ยังต้องพิจารณาจากลักษณะของกลไกที่ค้ำยันสันติภาพนั้นด้วยว่าตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งผันแปรได้ตามปัจจัยทางการเมืองภายในและผลประโยชน์ส่วนตน หรือตั้งอยู่บนกรอบสถาบันที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

กรณีความสัมพันธ์ทักษิณ-ฮุนเซนจึงเป็นกรณีศึกษาที่ทรงคุณค่าในเชิงวิเคราะห์ เพราะแสดงให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของการทูตแบบชนชั้นนำได้อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือสามารถระงับความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้มแข็ง แต่กลับกลายเป็นปัจจัยเร่งความขัดแย้งเมื่อความสัมพันธ์นั้นเสื่อมถอยลง ดังที่ปรากฏให้เห็นในวิกฤตชายแดนช่วงปี 2568-2569 โดยภาวะดังกล่าวยังถูกทำให้ซับซ้อนขึ้นจากปัจจัยและความขัดแย้งภายในประเทศจากขั้วอำนาจของชนชั้นนำอื่นๆของทั้งสองประเทศอีกด้วย

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า ชนชั้นนำทั้งสองฝั่งไม่เพียงใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจเท่านั้น แต่ยังอาศัยกระแสชาตินิยมเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ให้กลายเป็นอารมณ์ร่วมของมวลชนที่มองไม่เห็นผลประโยชน์ซ่อนเร้นเบื้องหลัง ยิ่งกระแสชาตินิยมแรงเท่าไร คำถามต่อผลประโยชน์ทับซ้อนของชนชั้นนำก็ยิ่งเงียบลงเท่านั้น ใครได้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยม กระแสชาตินิยมแบบคลั่งชาติที่ปะทุขึ้นควบคู่กับวิกฤตชายแดน มิได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง หากแต่มีผู้ได้ประโยชน์ทางการเมืองที่ชัดเจนอยู่เบื้องหลัง ในฝั่งไทย พรรคการเมืองที่คว้าโอกาสขี่กระแสชาตินิยมได้อย่างชำนาญที่สุดคือพรรคภูมิใจไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของระบอบสีน้ำเงิน โดยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมสร้างรั้วชายแดน ปล่อยให้ฝ่ายทหารตัดสินใจเรื่องการเปิด-ปิดด่าน และประกาศพร้อมยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 43-44 หากเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ท่าทีแข็งกร้าวเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทุนทางการเมืองที่ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลที่เพิ่งขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่มั่นคง ยิ่งความขัดแย้งชายแดนยืดเยื้อและกระแสชาตินิยมแรงขึ้นเท่าใด คำถามที่ควรถูกตั้งต่อการใช้จ่ายงบประมาณด้านความมั่นคงและบทบาทของกองทัพในการเมืองไทยก็ยิ่งถูกกลบเสียงลงเท่านั้น

ขณะที่ชนชั้นนำได้รับประโยชน์ทางการเมืองจากกระแสชาตินิยม ผู้ที่ต้องจ่ายราคาที่แท้จริงคือประชาชนธรรมดาตามแนวชายแดน ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเหล่านี้ล้วนเป็นพลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำทั้งสองฝ่ายแม้แต่น้อย นอกเหนือจากความสูญเสียทางชีวิตและร่างกาย ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ทวีความรุนแรงไม่แพ้กัน ด่านการค้าชายแดนที่เคยเป็นเส้นทางทำมาหากินของประชาชนหลายแสนคนถูกปิดต่อเนื่องยาวนานนับปี การค้าขาย การจ้างงานข้ามพรมแดน และความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชุมชนสองฝั่งชายแดนที่เคยพึ่งพากันมาหลายชั่วอายุคนต้องหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง ความสูญเสียเหล่านี้ไม่ปรากฏในหน้าข่าวการเมืองส่วนกลางมากเท่าที่ควร เพราะถูกกลบด้วยกระแสชาตินิยมที่มุ่งเน้นเรื่องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ

มากกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตประชาชน สันติภาพในความขัดแย้ง” ไม่ใช่ภาวะที่สันติภาพเอาชนะความขัดแย้งได้ชั่วคราว แต่คือการเปิดโปงว่าสิ่งที่สังคมเรียกว่า “สันติภาพ” ที่ผ่านมานั้น แท้จริงมีความขัดแย้งเชิงโครงสร้างซ่อนอยู่ข้างในตลอดเวลา เพียงแต่ถูกจัดการให้อยู่ในรูปแบบที่ยังเป็นประโยชน์ต่อชนชั้นนำเท่านั้นเอง

พูดอีกแบบคือ ความขัดแย้งไม่เคยหายไปไหน มันแค่เปลี่ยนชุดคลุมไปมาระหว่าง “มิตรภาพส่วนตัว” กับ “สงครามชาตินิยม” ตามแต่ว่าโหมดไหนเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำมากกว่ากัน

Benedict Anderson เคยเตือนไว้ว่าชาติคือ “ชุมชนจินตกรรม” แต่กระบวนการจินตนาการนี้ไม่บริสุทธิ์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคหลังอาณานิคมมักถูกใช้เป็นเครื่องมือครอบงำ ไม่ใช่การปลดปล่อย เส้นแบ่งระหว่างความภูมิใจทางวัฒนธรรมกับความรุนแรงแบบชาตินิยมสุดโต่งนั้นบางเฉียบมาก ผู้ที่ต้องจ่ายราคาคือคนยากจนในชนบท ไม่ใช่ผู้บัญชาการทหาร ชนชั้นนำ นี่คือการต่อสู้เรื่องอำนาจ ความทรงจำ และใครเป็นผู้กำหนดความหมายของ “ชาติ” ผมถือว่าตัวเองเป็นนักชาตินิยม เป็นราษฎรชาตินิยม ผู้ใฝ่สันติภาพและประชาธิปไตย และเห็นว่ามนุษย์ทั้งหมดคือพี่น้องกัน