นักลงทุนจับตาภาวะบอนด์ช็อก! หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งแตะ 5.12% สูงสุดนับแต่ปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์

แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลลุกลามไปทั่วโลก หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10-Year Treasury Yield) ยืนที่ระดับ 5.12% ในการซื้อขายช่วงตลาดเอเชียวันนี้ (24 กันยายน) หลังพุ่งขึ้นราว 15 bps เมื่อวานนี้ มากที่สุดนับแต่ตลาดปั่นป่วนจากการประกาศขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนเมษายน 2025 และเป็นระดับสูงสุดนับแต่ปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์

  • บอนด์ช็อกอาจเกิด แต่อานุภาพไม่รุนแรงเท่าในอดีต
  • 2 แรงกดดันตลาดบอนด์ ‘น้ำมัน-สงคราม’ และ ‘อุปทานล้นตลาด’
  • Fed ขึ้นดอกเบี้ย จุดชนวนตลาดมองขาขึ้นเต็มตัว
  • บอนด์ช็อกลามทั่วโลก ยีลด์ญี่ปุ่นสูงสุดรอบ 30 ปี
  • ไตรมาส 4 ศึกยื้อระหว่างปัจจัยจุลภาคและมหภาค

คำถามที่ตามมาคือ ภาวะ ‘บอนด์ช็อก’ (Bond Shock) กำลังจะกลับมาเขย่าตลาดหุ้นอีกครั้งหรือไม่

บอนด์ช็อกอาจเกิด แต่อานุภาพไม่รุนแรงเท่าในอดีต

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด อธิบายว่า บอนด์ช็อกคือภาวะที่ตลาดพันธบัตรขาดทุนหนัก จนนักลงทุนต้องขายสินทรัพย์อื่นมาชดเชยผลขาดทุน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ตลาดหุ้นจะเผชิญแรงขายรุนแรง

ขณะนี้ผู้ที่ซื้อพันธบัตรในปีนี้หรือปีที่ผ่านมาด้วย Yield ระดับต่ำต่างขาดทุนแทบทั้งหมด เพราะเมื่อ Yield ปรับขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง

อย่างไรก็ตาม ณัฐชาตมองว่ารอบนี้ต่างจากอดีต เพราะบอนด์ช็อกในอดีตมักเกิดขึ้นขณะที่หุ้นอยู่ในโซนที่ร้อนแรงมาก เมื่อหุ้นแพงแรงขายจึงเป็นการทิ้งทุกราคาแต่รอบนี้ระดับมูลค่า (Valuation) ของหุ้นไม่ได้ตึงตัวเท่า

“อาจจะเรียกได้ว่าเกิด แต่อานุภาพไม่ได้รุนแรงเท่ากับในอดีตที่หุ้นลอยอยู่สูงๆ” ณัฐชาตกล่าว

2 แรงกดดันตลาดบอนด์ ‘น้ำมัน-สงคราม’ และ ‘อุปทานล้นตลาด’

ณัฐชาตระบุว่า แรงเทขายพันธบัตรรอบนี้มีต้นตอหลัก 2 ส่วน ส่วนแรก คือราคาน้ำมันที่ยืนสูงจากสงครามที่ยังไม่จบ ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อพันธบัตร หากเงินเฟ้อยืดเยื้อ ตลาดจะมองว่านโยบายการเงินต้องเข้มงวดต่อ นักลงทุนจึงเลือกขายปิดสถานะก่อนแล้วค่อยกลับเข้าลงทุนใหม่

ส่วนที่สอง คือ อุปทาน (Supply) ล้นตลาดทั้งจากภาครัฐและเอกชน ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ มีฐานะการคลังที่ด้อยลงและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ซึ่ง Bloomberg ระบุว่าอยู่ที่ราว 40 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง ส่วนฝั่งเอกชน กลุ่ม Hyperscaler หรือผู้ให้บริการคลาวด์และศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ออกหุ้นกู้จำนวนมาก ด้วยความเสี่ยงผิดนัดชำระที่ต่ำ ทำให้พันธบัตรรัฐบาลดูน่าสนใจน้อยลง

แรงกดดันด้าน Supply เห็นชัดจากการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 5 ปี มูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวานนี้ ซึ่งความต้องการซื้ออ่อนแอ จนต้องให้ Yield สูงถึง 5.033% สูงสุดนับแต่ปี 2006 และ Bloomberg ระบุว่าเป็นผลประมูลที่แย่เป็นอันดับ 2 นับแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2018 เมื่อวัดจากส่วนต่างกับระดับ Yield ที่ตลาดคาด ดัน Yield พันธบัตร 5 ปี ทะลุ 5% ครั้งแรกนับแต่ปี 2007

Fed ขึ้นดอกเบี้ย จุดชนวนตลาดมองขาขึ้นเต็มตัว

อีกปัจจัยที่ณัฐชาตมองว่าเร่งแรงเทขาย คือธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก ทำให้ตลาดคิดว่ากำลังเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเต็มตัว

Fed ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ก่อนสู่กรอบ 3.75-4% ครั้งแรกนับแต่ปี 2023 ขณะที่ตลาดสวอปสะท้อนการคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายใน 1 ปีข้างหน้า ซึ่งจะพาดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่ 4.75-5% ด้าน Michael Barr ผู้ว่าการ Fed ระบุว่าน่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%

Tony Miano จาก Wells Fargo Investment Institute ให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่า การที่ Yield ทั้งเส้นปรับขึ้นพร้อมกันสะท้อนว่าตลาดเชื่อว่าเข้าสู่รอบเข้มงวดนโยบายการเงินจริง ซึ่งหมายถึงอัตราคิดลด (Discount Rate) ของหุ้นที่สูงขึ้น ต้นทุนกู้ยืมของภาคเอกชนและสินเชื่อบ้านที่แพงขึ้น และเกณฑ์ที่สูงขึ้นสำหรับสินทรัพย์เสี่ยง

บอนด์ช็อกลามทั่วโลก ยีลด์ญี่ปุ่นสูงสุดรอบ 30 ปี

แรงเทขายลุกลามสู่เอเชียแปซิฟิก Yield พันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีขึ้น 10 bps สู่ 3.075% สูงสุดนับแต่ปี 1996 ส่วน Yield พันธบัตรออสเตรเลียอายุ 3 ปีขึ้นสู่ 5.07% สูงสุดนับแต่ปี 2011

ภาพรวม Yield เฉลี่ยของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกตามดัชนี Bloomberg Global Aggregate Treasuries ขยับขึ้นสู่ 3.99% เข้าใกล้ระดับ 4% ที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปี 2007

ด้านตลาดหุ้นเอเชียปรับลง 0.6% ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ร่วงลง 1.5% ส่วนทองคำลดลง 0.2% สู่ราว 4,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ไตรมาส 4 ศึกยื้อระหว่างปัจจัยจุลภาคและมหภาค

ณัฐชาตมองว่ายังไม่มีใครคาดได้ว่าสงครามจะจบเมื่อใด และราคาน้ำมันจะกลับมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์เมื่อไร ส่วนประเด็นฐานะการคลังอาจน่ากังวลน้อยกว่า

ตัวแปรที่อาจหยุดการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ได้คือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หากพรรคเดโมแครตเข้ามาคานอำนาจ จะช่วยชะลอการใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษี แต่ระหว่างนี้ยังมีเวลาอีกกว่า 1 เดือนที่บอนด์ยีลด์อาจพุ่งขึ้นต่อ

สำหรับตลาดหุ้นในไตรมาส 4 ณัฐชาตคาดว่าจะเป็นช่วงที่ปัจจัยมหภาค (Macro) และปัจจัยจุลภาค (Micron) คือเรื่องกำไรและมูลค่าหุ้น ที่จะยื้อกันไปมา ช่วงใดที่ตลาดให้น้ำหนักกับปัจจัยมหภาค หุ้นจะปรับลง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง Valuation จะกลับมามีบทบาทและช่วยไม่ให้หุ้นลดลงรุนแรง

ขณะที่ Ikuo Mitsui ผู้จัดการกองทุนจาก Aizawa Securities ให้มุมมองอีกด้านกับ Bloomberg ว่า Yield เริ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน่าสนใจ และนักลงทุนตราสารหนี้อาจเริ่มมองหาจังหวะกลับเข้าลงทุน

ภาพ: M_Agency / SHutterstock

อ้างอิง: