"คลัง” ลั่นรื้อเศรษฐกิจ 5-10 ปี งัดอินฟราฟันด์ปั๊มไฟสะอาด


ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงระยะ 5-10 ปีข้างหน้า รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการเร่งสร้าง “บุญใหม่” เนื่องจากวันนี้ไทยกิน “บุญเก่า” ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังสนใจประเทศไทย เป็นมีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคที่เพียบพร้อมที่สุดในภูมิภาค

โดยการวางโครงสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในอดีต ได้วางรากฐานไว้ค่อนข้างดี แต่ถือเป็นบุญเก่าที่ถูกสร้างมา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคเก่า ดังนั้นรัฐบาลจึงมีหน้าที่ต้องทำบุญใหม่ เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ทั้งนี้ในปัจจุบันงบประมาณของภาครัฐมีค่อนข้างจำกัด ทางรัฐบาลจึงไม่สามารถลงทุนเพียงลำพังได้ และจำเป็นต้องร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership) ซึ่งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะการนำมาใช้ระดมทุนในโครงการเกี่ยวกับ “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้ และนำเงินกลับมาลงทุนต่อได้

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เปิดเผยว่า รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และรัฐบาลชุดมีความมุ่งหวังและให้กำลังใจบริหารงานไปจนครบวาระ เพราะจะเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่จังหวะทางการเมืองเริ่มมีความลงตัวพอสมควร และความขัดแย้งทางความคิดเริ่มลดน้อยลง ถือเป็นโอกาสที่ในการช่วยกันผลักดันประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังได้มีการเดินสายเจรจากับกองทุนระดับโลก และนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจประเทศไทยสูงมากในขณะนี้ เนื่องจากอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของโลก ซึ่งต่างจากอดีตที่นักลงทุนมองประเทศไทยเพียงแค่การท่องเที่ยว

ดังนั้นประเทศไทยต้องออกไปมองขอบฟ้าใหม่ (New Horizon) นอกประเทศ เนื่องจากอนาคตมาถึงแล้ว และต้องเร่งสร้างจุดแข็งใหม่ให้กับประเทศ ผ่านสมการ “3S” ได้แก่ 1. ความมั่นคง (Security) ของการค้าโลก เนื่องจากไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อทั้งด้าน Food Security, Health Security และ Energy Security ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนมายังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

  1. เสถียรภาพ (Stability) ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในสายตานักลงทุนต่างชาติ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในระดับเดียวกัน แม้คนในประเทศจะมีความกังวลเรื่องหนี้สิน หรือดุลการค้า อีกทั้งประเทศไทยยังมีระดับหนี้สาธารณะที่รับมือได้ มีความผันผวนของค่าเงินบาทน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Reserve) อยู่ในระดับสูง

และ 3. การเติบโตใหม่ (S-Curve) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ประเทศไทยยังคงขาดหายไป เนื่องจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) ของไทยยุคหลังโควิด-19 ยังคงขยายตัวไม่ถึง 3% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโตได้ถึง 4-6% ดังนั้นต้องเร่งสร้าง S-Curve ด้วยการยกระดับรากฐานสิ่งที่มีอยู่เดิม และเดินหน้าสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลิตในสิ่งที่ตลาดโลกต้องการ

สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย 4 กระแสหลัก ได้แก่ 1. พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) 2. AI และ Digital Economy 3. พื้นที่เชื่อมโยงที่ปลอดภัย (Trusted Connector) ซึ่งไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมโยง (Connector) ให้กับทุกฝ่ายได้ และ 4. สังคมสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพ (Demographics) ซึ่งไทยมีจุดแข็ง และนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

Back to top button