เยนอ่อนค่าสูงสุดในรอบ 40 ปี แต่ทำไมสหรัฐฯ ต้องมาช่วยผ่านการแทรกแซงค่าเงิน?

การแทรกแซงค่าเงินมักเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกจับตา โดยเฉพาะสหรัฐฯ มักใช้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเกณฑ์ Monitoring List ถ้าประเทศไหนติดรายชื่อนี้ก็เหมือนบอกว่า ฉันเฝ้าระวังเธออยู่เสมอ… แต่ล่าสุดสหรัฐฯ กลับลงมือแทรกแซงเสียเองเพื่อช่วยพยุงเงินเยนไม่ให้อ่อนค่าแรงขึ้นเรื่อยๆ 

ทำไมสหรัฐฯ ต้องทำแบบนี้ และไทยจะเจอผลกระทบอะไรบ้าง

ทำไมสหรัฐฯ ต้องแทรกแซงเงินเยน

ค่าเงินเยนอ่อนค่ามาต่อเนื่อง อย่างวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมาก็อ่อนค่าหนักสุดในรอบ 40 ปี ไปแตะระดับ 164 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ จนล่าสุดทางสหรัฐฯ และญี่ปุ่นประกาศแทรกแซงค่าเงินครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 28 ปี (ตั้งแต่ปี 1998) โดยสหรัฐฯ ยอมเทขายยูโรมาซื้อเยนเพื่อช่วยญี่ปุ่น

เกือบทุกครั้งที่เยนอ่อนค่า ญี่ปุ่นต้องหาทางแก้ปัญหานี้ อาจใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนโดยตรงแต่ละครั้งใช้เงินหลักล้านล้านยน แต่ครั้งนี้ สหรัฐฯ เข้ามาช่วยเหลือก็เพราะญี่ปุ่นอาจต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถืออยู่กว่า 1.11 ล้านล้านดอลลาร์ออกมา และจะส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของสหรัฐฯ ให้พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า สหรัฐฯ มักจับตามองประเทศที่แทรกแซงค่าเงินจากที่แข็งค่าให้อ่อนค่าลง แต่ครั้งนี้กลับกันเพราะสหรัฐฯ ทำเพื่อให้เยนแข็งค่าขึ้น ถือเป็นการป้องกัน ไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสินทรัพย์ของตนเอง และเชื่อว่า ช่วยลดความกังวลเรื่องการเทขายพันธบัตรและการเกิด Unwind Carry Trade ขนาดใหญ่ลงได้

แต่เงินเยนอาจอ่อนค่าแค่ชั่วคราว เพราะต้องติดตามปัจจัยหลักอย่าง “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ทำให้การกู้เป็นเยนยังถูกว่าสกุลเงินอื่นๆ ดังนั้นถ้าเยนจะแข็งค่าได้ต่อเนื่อง ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ส่วน ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องไม่ขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง โดยปัจจุบันตลาดคาดว่าอาจเห็นการปรับขึ้นอีก 1-2 ครั้งในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ คาดว่าความร่วมมือของสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นจะทำให้ค่าเงินเยนอยู่ในระดับ 155-157 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือน ส.ค. 2569 ส่วนผลกระทบเบื้องต้นต่อเงินบาทคือ บาทปรับตัวแข็งขึ้นตาม โดยมีกรอบอยู่ที่ 21.00-21.50 บาทต่อ 100 เยน ในเดือนนี้

Yen Carry Trade คืออะไร

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) อธิบายว่า ญี่ปุ่นพยุงค่าเงินอยู่บ่อยครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ยอมทุ่มเงินมหาศาลกว่า 8.5 ล้านล้านเยนและค่าเงินแข็งค่าทันทีกว่า 3% แต่สาเหตุที่ครั้งนี้สหรัฐฯ เข้ามาร่วมมืออาจเพราะต้องการแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนความเชื่อของตลาด 

เพราะปัจจุบัน “ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้าง” ค่าเงินเยนถือเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำของโลก นักลงทุนกู้เงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือที่เรียกว่า Yen Carry Trade ซึ่งกลยุทธ์นี้ทำกำไรได้จนตลาดเริ่มเชื่อว่า “ขายเยน ไม่มีทางผิด” ซึ่งคนมองไปในทางเดียวกัน “เป้าหมายของการแทรกแซงจึงไม่ใช่การเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐาน แต่คือการเปลี่ยน “ความเชื่อ” ของตลาด จาก One-way Bet ให้กลับมาเป็น Two-way Market” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

มองว่ามี 2 สาเหตุหลักที่สหรัฐฯ เลือกจะช่วยญี่ปุ่น 

1) เสถียรภาพของตลาดการเงิน ถ้าปล่อยให้เยนอ่อนค่าไปเรื่อยๆ Carry Trade อาจจะกลับมาอีก และอาจเพิ่มความเสี่ยงให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งขายสินทรัพย์จนส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

2) การค้าและความสามารถในการแข่งขัน สหรัฐฯ ย้ำว่าตอนนี้เยนถือว่าต่ำกว่ามูลค่าจริง ซึ่งเมื่อเยนอ่อนค่า สินค้าญี่ปุ่นก็ถูกลงในสายตาผู้บริโภคอเมริกัน เรื่องนี้ยังช่วยหักล้างผลของกำแพงภาษีที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อลดการขาดดุลการค้า

ถ้าไทยแทรกแซงเงินบาท เสี่ยงเข้า Monitoring List ของสหรัฐฯ

การแทรกแซงค่าเงิน ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้พิจารณาให้เข้าสู่ Monitoring List หรือบัญชีจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Treasury) ปัจจุบันมี 3 เกณฑ์สำคัญคือ

1) การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ คือ มากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2) การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ของ GDP 

3) การแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมีการซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิมากกว่า 2% ของ GDP และซื้อสุทธิมากกว่า 8 ใน 12 เดือน

แค่เข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 เรื่องก็จะจัดเข้าไปอยู่ใน Monitoring List ทันที! หนึ่งในนั้นมีประเทศไทยด้วยเพราะเราติดในข้อการเกินดุลการค้าฯ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แม้ล่าสุดไทยจะเข้าเกณฑ์แค่ 1 ข้อคือด้านเกินดุลการค้าฯ แต่จากรายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อ 24 ก.ค. 2569 (ประเมินโดยใช้ข้อมูล ม.ค. – ธ.ค. 2568) ไทยยังติดใน List เพราะตามเงื่อนไขของ U.S. Treasury ระบุไว้ว่า เมื่อเข้า List นี้ต้องถูกติดตามอย่างน้อย 2 รอบการประเมินติดต่อกัน

ดังนั้นถ้าไทยยังคงรักษามาตรฐานให้เข้าเกณฑ์แค่ 1 ใน 3 ได้เหมือนเดิม ไทยก็จะหลุดจาก Monitoring List ในที่สุด 

สุดท้ายในโลกการเงินที่เชื่อมโยงกัน การจะลงทุนในสินทรัพย์ไหนก็เกี่ยวโยงกันหมด ปัญหาของค่าเงินเยนสามารถสะเทือนถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงตลาดหุ้นและค่าเงินของไทย การกระจายความเสี่ยงเพื่อรักษาสมดุลของพอร์ตลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney