‘รักชนก’ แฉ 4 กระทรวงเมินส่งข้อมูลงบฯ ปี 70 จี้รัฐเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ

ประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เปิดรายชื่อ 4 กระทรวงไม่ส่งข้อมูลคำของบประมาณปี 2570 ขณะที่อีก 2 กระทรวงส่งข้อมูลน้อย พร้อมเรียกร้องทุกหน่วยงานเปิดเผยรายละเอียดงบประมาณ ชี้เป็นเงินภาษีประชาชนต้องตรวจสอบได้

11 กรกฎาคม 2569 - ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวบรรยายถึงความสำคัญของการศึกษาการจัดทำงบประมาณ โดยระบุว่า งบประมาณเกี่ยวข้องกับประชาชนตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนเด็ก การศึกษา การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง หรือการจัดบริการสาธารณะ ล้วนมีความเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น

น.ส.รักชนก กล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดินประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ คน กฎหมาย และงบประมาณ ซึ่งการกำกับดูแลว่าสังคมจะได้รับสิทธิหรือเสียสิทธิอย่างไร รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับทั้ง 3 ส่วนนี้

“การจะแก้ไขปัญหาหรือขับเคลื่อนอะไร ต้องใช้ทั้งคน กฎ และงบประมาณ ดังนั้นเราจำเป็นต้องรู้เรื่องงบประมาณ เพื่อดูว่าคนที่เคยสัญญากับประชาชนในช่วงเลือกตั้ง มีความจริงใจที่จะทำในสิ่งที่พูดไว้หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ก่อนจะมีเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะมีขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณ ซึ่งวงเงินคำขอในเบื้องต้นอาจสูงกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรจริงประมาณ 2 เท่า โดยสำหรับงบประมาณปี 2570 คณะกรรมาธิการได้ทำหนังสือไปยังทุกกระทรวง ทุกกรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อขอข้อมูลคำของบประมาณ

โดยพบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ส่งข้อมูลกลับมา ขณะที่หลายกระทรวงกลับไม่เปิดเผยข้อมูลคำของบประมาณ เนื่องจากอาจไม่ต้องการให้เห็นรายละเอียดของการจัดทำคำของบประมาณ

น.ส.รักชนก เปิดเผยว่า กระทรวงที่ไม่ส่งข้อมูลให้คณะกรรมาธิการ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงพลังงาน และกระทรวงสาธารณสุข

ส่วนกระทรวงที่ส่งข้อมูลมาเพียงเล็กน้อย ได้แก่ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งข้อมูลคำของบประมาณมาแล้ว แต่ภายหลังได้ขอถอนกลับ

น.ส.รักชนก กล่าวว่า เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดคำของบประมาณของบางหน่วยงาน พบว่ามีรายการที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นและความแตกต่างของการจัดสรรงบประมาณ เช่น เทศบาลนครหาดใหญ่ เสนอของบประมาณจัดซื้อเจ็ตสกี เครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ จำนวน 8 ล้านบาท รวมถึงคำของบประมาณสำหรับห้องเรียนอัจฉริยะ

ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ประชาชนเห็นภาพว่า หน่วยงานต่าง ๆ เสนอของบประมาณอะไร และรัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณอย่างไร เพราะบางโครงการเป็นสิ่งที่ท้องถิ่นเสนอ แต่รัฐบาลอาจเลือกใช้งบกลางเข้ามาดำเนินการแทน

“เวลาจะดูว่ารัฐบาลจริงใจหรือไม่ในการแก้ไขปัญหา ให้ดูที่การตั้งงบประมาณและการตั้งโครงการว่าจะดูแลเรื่องนั้นอย่างไร ไม่ใช่เพียงการพูดว่ามีความใส่ใจ” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ประชาชนจำนวนมากมองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเป็นความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่การสร้างประเทศให้ดีขึ้นไม่ได้อยู่ในมือของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน

พร้อมยกตัวอย่างกรณีแนวคิดปรับเกณฑ์ให้บุตรใช้สิทธิดูแลพ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษี ซึ่งมีแนวคิดตัดสิทธิพ่อแม่ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก่อนที่รัฐบาลจะนำกลับไปพิจารณาปรับแก้ หลังถูกประชาชนและสื่อมวลชนตั้งคำถาม

รวมถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตาเรื่องการใช้งบประมาณ จนรัฐบาลต้องปรับแก้รายละเอียดสัญญาจากรูปแบบเหมาจ่าย เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากขึ้น แม้พรรคประชาชนจะมีจุดยืนต้องการให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า หวังว่าการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนจะส่งผลให้สำนักงบประมาณพิจารณาทบทวนโครงการดังกล่าวในการจัดทำงบประมาณปีต่อไป เพราะเสียงของประชาชนมีความหมาย หากรวมพลังกันสะท้อนปัญหา รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมต้องรับฟัง

พร้อมระบุว่า หากรัฐบาลไม่รับฟังเสียงประชาชน ก็ยังมีอำนาจในการตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งในอนาคต

น.ส.รักชนก กล่าวถึงระบบงบประมาณที่ต้องการเห็นว่า ควรเป็นระบบที่ป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยเฉพาะการพิจารณางบประมาณในชั้นกรรมาธิการที่ควรมีการถ่ายทอดสด เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามการใช้งบประมาณของประเทศ

“เพราะนี่คือเงินภาษีประชาชน ทุกคนมีสิทธิรู้ว่าเงินถูกนำไปใช้กับเรื่องใด” น.ส.รักชนก กล่าว.