"ศูนย์วิจัยกรุงไทย" ชี้เก็บภาษีนำเข้าบาทแรกเอาไม่อยู่ สินค้าจีนทะลักไทย 4.5 หมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวสุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) เปิดเผยกรณีกรมศุลกากรเก็บอากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก เพื่อสกัดสินค้าราคาถูกทะลักเข้าประเทศ อาจยังไม่เพียงพออย่างมีนัยสำคัญ และคาดการณ์ว่า ในปี 2569 ไทยจะนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท มากถึง 250 ล้านชิ้น หรือเพิ่มขึ้น 5.4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2564 ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีมูลค่ารวมกว่า 45,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ไทยนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำส่วนใหญ่ 80% มาจากประเทศจีน โดยหมวดสินค้าที่ทะลักเข้ามามากที่สุด คือ กลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ซึ่งมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยลดลงถึง 50% เนื่องจากการระบายอุปทานส่วนเกินในจีน การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซ
ขณะที่ก่อนหน้านี้สินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท รัฐบาลมีมาตรการยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ภายใต้เกณฑ์ De Minimis ทำให้กดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งกรมศุลกากรไทยจึงได้เริ่มเก็บ VAT 7% กับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567
ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรได้เริ่มเก็บอากรขาเข้ากับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ขายในประเทศกับผู้ขายในต่างประเทศ รวมถึงช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และการหลีกเลี่ยงภาษี
อย่างไรก็ตาม สินค้าแต่ละประเภทจะถูกเก็บอากรขาเข้าแตกต่างกัน เช่น เสื้อผ้าและรองเท้าเก็บ 30% และกระเป๋าเก็บในอัตรา 20% เป็นต้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวข้างต้นจึงมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และสกัดกั้นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
ขณะเดียวกัน Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากผู้ขายส่งผ่านภาระภาษี 70% จะช่วยลดการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำได้ราว 3,300 ล้านบาทต่อปี หรือลดลง 7% ภายใต้เงื่อนไข Full Compliance และคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะช่วยเพิ่มรายได้จากอากรขาเข้าให้แก่ภาครัฐได้อีกราว 8,200 ล้านบาทในปี 2569
อย่างไรก็ดี ประเมินว่ามาตรการภาษีอาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยชะลอการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นจากจีน ที่ราคานำเข้าหลังเก็บอากรและ VAT 7% แล้ว ก็ยังคงต่ำกว่าสินค้าไทยอยู่ถึง 44%-85%
ด้านแนวทางการปรับตัวของทุกภาคส่วนดำเนินการ ดังนี้ 1. การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระบบ (Ecosystem) โดยผู้ประกอบการไทยต้องมุ่งเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพเพื่อสร้างความแตกต่าง 2. ภาคธุรกิจควรลงทุนพัฒนาแบรนด์ รวมถึงนำเทคโนโลยี และ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว
3.ภาครัฐต้องป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม ตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้าอย่างเข้มงวด และส่งเสริมความสามารถของผู้ประกอบการไทย และ 4. ภาคธนาคารควรสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง Reinvent Thailand และเสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
Back to top button