ว่างงานแตะ 4 แสนคน แต่ตำแหน่งที่ว่างกลับหา ‘คนไทย’ มาทำไม่ได้ จนธุรกิจต้องพึ่ง ‘แรงงานต่างชาติ’ 4.3 ล้านคน
ตลาดแรงงานไทยปี 2569 กำลังอยู่ในภาวะที่ดูขัดกันเอง ด้านหนึ่งจำนวน ‘ผู้ว่างงาน’ เพิ่มขึ้นและค่าจ้างที่แท้จริง ‘ติดลบ’ แต่อีกด้านหนึ่งภาคธุรกิจตั้งแต่โรงงานแปรรูปอาหาร, ค้าปลีก, ร้านอาหาร ไปจนถึงโลจิสติกส์ กลับหาคนเข้าทำงานไม่ได้ จนต้องหันไปพึ่งพาแรงงานต่างชาติในสัดส่วนที่สูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะแรงงานเมียนมาที่กลายเป็นกำลังหลักของหลายอุตสาหกรรมไปแล้ว
- เมื่อ 10 ใน 100 คน คือแรงงานต่างชาติ
- ขาดคนตั้งแต่สายพานผลิตถึงหน้าร้าน
- คนขับรถบรรทุกวัยเฉลี่ย 55 ปี กับตำแหน่งที่ไม่มีคนรุ่นใหม่มาแทน
- ค่าแรงถูกไม่ใช่คำตอบ ธุรกิจเริ่มแย่งคนกันเอง
- ว่างงานเพิ่ม ค่าจ้างแท้จริงหด แต่ตำแหน่งงานยังว่าง
- เติมคนใหม่ยากขึ้น ต่ออายุใบอนุญาตซื้อเวลาได้แค่ชั่วคราว
- เพิ่มผลิตภาพหรือเพิ่มคน ทางออกที่ยังรอการตัดสินใจ
ดร. ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบันไทยมีผู้มีงานทำรวมประมาณ 42.3 ล้านคน และในช่วง 6 เดือนแรกของปี ตั้งแต่มกราคมถึงมิถุนายน มีผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นถึง 9 แสนคน
หากนับเฉพาะแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย ไทยมีแรงงานต่างชาติรวมประมาณ 4.3 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วนราว 10.3% ของผู้มีงานทำทั้งหมด หรือกล่าวได้ว่าในผู้มีงานทำทุกๆ 100 คน จะมีแรงงานต่างชาติอยู่ราว 10 คน
เมื่อ 10 ใน 100 คน คือแรงงานต่างชาติ
เมื่อแยกดูโครงสร้างแรงงานไทยจะพบว่า กลุ่มแรงงานนอกระบบและแรงงานอิสระ เช่น ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ยังเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดราว 13.3 ล้านคน รองลงมาคือภาคเกษตรกรรมประมาณ 13 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มีมากกว่า 12.23 ล้านคน และบุคลากรภาครัฐอีกราว 3.6 ล้านคน
สำหรับสัญชาติของแรงงานต่างชาติ ดร. ธนิต ระบุว่าเมียนมายังเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 86% หรือประมาณ 3.4 ล้านคน โดยเดินทางมาจากหลายพื้นที่ของเมียนมา ตั้งแต่รัฐทางตอนใต้ พื้นที่ใกล้ชายแดนอินเดีย รัฐยะไข่ ไปจนถึงรัฐฉานทางตอนเหนือ
ส่วนแรงงานกัมพูชาปัจจุบันเหลืออยู่ราว 2.5 แสนคน ลดลงครึ่งหนึ่งจากเดิมที่เคยมีประมาณ 5 แสนคน ก่อนเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ขณะที่ลาวยังเป็นหนึ่งในสามสัญชาติหลัก ซึ่งเมื่อรวมทั้งสามสัญชาติจะมีจำนวนราว 4 ล้านคน ส่วนแรงงานเวียดนามมีเพียงราว 1.1 หมื่นคนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขแรงงานต่างชาติในไทยยังมีความต่างกันตามแหล่งที่มาและวิธีนับ โดยข้อมูลของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่าไทยมีแรงงานต่างด้าวมากกว่า 3.9 ล้านคน ขณะที่ตัวเลขขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ปรากฏในรายงานของ South China Morning Post ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม ไทยมีแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสารถูกต้อง 4.04 ล้านคน

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
กรณีที่ตัวเลขห่างกันมากที่สุดคือแรงงานกัมพูชา รายงานของ South China Morning Post ระบุว่าขนาดที่แท้จริงของการไหลออกยังเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากแต่ละหน่วยงานใช้วิธีคำนวณไม่เหมือนกัน โดยเมื่อเดือนมีนาคม กรมการจัดหางานบันทึกแรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตไว้ 495,271 คน ต่อมาอีก 6 เดือน บทวิเคราะห์ของกระทรวงแรงงานอ้างประมาณการจากฝั่งกัมพูชาว่ามีผู้เดินทางกลับราว 780,000 คน ซึ่งรวมทั้งแรงงานที่ไม่มีเอกสารและสมาชิกครอบครัวเข้าไปด้วย
ขณะที่รายงานของ Reuters เมื่อเดือนพฤษภาคม อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะตัวแทน กกร. ว่าจำนวนแรงงานกัมพูชาลดลงจาก 550,000 คน เหลือ 194,000 คน
ขาดคนตั้งแต่สายพานผลิตถึงหน้าร้าน
แม้จำนวนผู้มีงานทำจะเพิ่มขึ้น แต่หลายอุตสาหกรรมยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้นหรือ ‘Labor Intensive’ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานคนในกระบวนการผลิตจำนวนมาก
ดร. ธนิต ยกตัวอย่างกลุ่มแรกคือประมงแปรรูป เกษตรแปรรูป และการแปรรูปปศุสัตว์อย่างเนื้อหมูและเนื้อไก่, ตามด้วยอิเล็กทรอนิกส์, แผงวงจรไฟฟ้า, ถุงมือยาง, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้สายการประกอบรถจะทยอยเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น แต่การผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนยังต้องใช้คนจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ยังขาดแรงงานต่อเนื่อง
ตัวอย่างที่ ดร. ธนิต หยิบมาอธิบายคืออุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกทูน่ากระป๋อง, ปลากระป๋อง และผลไม้แปรรูปอย่างสับปะรดกระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ขั้นตอนอย่างการแล่ปลา, การตัดหัวปลา และการควักไส้ปลาเพื่อเตรียมบรรจุลงกระป๋อง ยังต้องอาศัยแรงงานคน เครื่องจักรเข้ามาช่วยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ปัญหาเดียวกันลามไปถึงภาคบริการและโลจิสติกส์ ทั้งพนักงานคลังสินค้า แรงงานแบกหาม พนักงานบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ และพนักงานขับรถบรรทุก ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและการขนส่งสินค้า
คนขับรถบรรทุกวัยเฉลี่ย 55 ปี กับตำแหน่งที่ไม่มีคนรุ่นใหม่มาแทน
จุดที่ ดร. ธนิต ระบุว่าน่ากังวลที่สุดคือพนักงานขับรถบรรทุก ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของคนขับรถบรรทุกในไทยอยู่ที่ประมาณ 54-55 ปี และเมื่ออายุครบ 60 ปีก็อาจทำงานต่อไม่ได้ เพราะเป็นอาชีพที่ต้องใช้แรงกายหนัก ขณะที่ไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน ทุกวันนี้หลายอุตสาหกรรมเริ่มเจอปัญหารถบรรทุกจอดทิ้งไว้เพราะไม่มีคนขับแล้ว และหากไม่มีมาตรการรองรับ อาจกลายเป็นวิกฤตที่รุนแรงขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้า

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
ความขาดแคลนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแรงงานระดับปฏิบัติการ เพราะตลาดแรงงานไทยยังขาดบุคลากรวิชาชีพเฉพาะทางและแรงงานทักษะสูงอีกหลายกลุ่ม โดยเฉพาะพนักงานบัญชีและสมุห์บัญชีซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความต้องการสูงมาก จนผู้จบใหม่ที่มีความรู้ด้านบัญชีและขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรแล้ว อาจได้เงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง 4-5 หมื่นบาท
อีกกลุ่มที่ขาดแคลนไม่ต่างกันคือบุคลากรทางการแพทย์อย่างแพทย์และพยาบาล, ผู้ควบคุมคุณภาพ และวิศวกร รวมถึงธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัวตามโครงสร้างประชากร แต่หาคนทำได้ยาก เพราะเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายและมีภาระความรับผิดชอบสูง
ค่าแรงถูกไม่ใช่คำตอบ ธุรกิจเริ่มแย่งคนกันเอง
ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การจ้างแรงงานต่างชาติยังมีข้อจำกัดด้านลักษณะงาน เพราะแรงงานกลุ่มนี้ไม่สามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับการรับเงิน ทอนเงิน หรือดูแลด้านการเงินโดยตรงได้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงมอบหมายให้ทำงานเบื้องหลัง เช่น จัดเรียงสินค้า เติมสินค้า และจัดหมวดหมู่สินค้า
ในฝั่งร้านอาหาร ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานบริหาร บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด ระบุว่า โครงสร้างพนักงานของเครือรวยไม่หยุด กรุ๊ป มีแรงงานต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% แบ่งเป็นชาวเมียนมาราว 87% และลาวอีก 3% ซึ่งสัดส่วนนี้อาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของการถ่ายโอนพนักงาน
“ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้แรงงานต่างชาติคือกำลังสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ และขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง” ชุติมากล่าว
ชุติมาอธิบายว่า สาเหตุที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติไม่ได้มาจากเรื่องค่าแรงถูกกว่าอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นผลจากข้อจำกัดของตลาดแรงงานไทยเอง เพราะงานร้านอาหารโดยเฉพาะร้านปิ้งย่างเป็นงานหนัก ต้องเปิดบริการทุกวันรวมถึงเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้กำลังคนมากที่สุด ขณะที่คนไทยรุ่นใหม่มีแนวโน้มหันไปทำงานที่ยืดหยุ่นกว่า ทั้งฟรีแลนซ์ งานดิจิทัล และอาชีพไรเดอร์
ชุติมายังชี้ว่าการจ้างแรงงานราคาถูกอาจทำให้อัตราการลาออกสูง และธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงทั้งเวลาและงบประมาณในการสรรหาและฝึกอบรมคนใหม่ ทางเครือจึงเลือกตั้งทีม HR เฉพาะกิจขึ้นมาดูแลโดยตรง ต่างจากกรณีน้องชายของเธอที่ทำร้านอาหารโดยใช้แรงงานไทยเกือบ 100% ซึ่งเจ้าของต้องทุ่มเทเวลาสรรหาคนเอง เพื่อเลี่ยงความยุ่งยากด้านเอกสารของแรงงานต่างชาติ

ด้าน ภิญญาพัชญ์ วิวัฒธนาศักดิ์ เจ้าของแบรนด์ chicky chic ร้านไก่ทอดสัญชาติไทยที่มีสาขาแล้วราว 300 สาขา กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ร้านไก่ทอดใช้พนักงานคนไทยทั้งหมด แต่ธุรกิจร้านไอศกรีมแบรนด์ Scrump gelato มีการใช้พนักงานหน้าร้านชาวเมียนมาราว 80% เพราะลักษณะงานต่างกัน
สาขาของ Scrump gelato ส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์การค้า ซึ่งพนักงานต้องทำงานตามเวลาศูนย์ราววันละ 9 ชั่วโมง และต้องยืดหยุ่นเรื่อง OT ในบางวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่อาจยาวถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน เงื่อนไขแบบนี้ทำให้หาคนไทยได้ยาก ขณะที่แรงงานต่างชาติมีอัตราการลาออกต่ำมากจนแทบไม่มีหลังรับเข้าทำงานแล้ว
ความท้าทายที่เหลืออยู่คือเรื่องภาษาและทักษะการเชียร์ขาย เพราะแรงงานที่พูดไทยไม่ชัดมักขาดความมั่นใจและพูดเสียงเบา ซึ่งกระทบยอดขายโดยตรง แต่ในทางกลับกัน แรงงานที่อยู่ในไทยมานับ 10 ปี มักสื่อสารภาษาไทยได้ดีและบางรายพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์มากกับสาขาในศูนย์การค้าที่มีลูกค้าต่างชาติสูงถึง 80%
ภิญญาพัชญ์ ยังสะท้อนว่าตลาดแรงงานตอนนี้อยู่ในภาวะแย่งชิงตัวกันเอง โดยเฉพาะระหว่างธุรกิจร้านอาหารกับโรงแรม ทางร้านจึงเลือกไม่ใช้สวัสดิการทั่วไปเป็นเครื่องมือหลัก แต่หันไปออกแบบผลตอบแทนผ่าน Incentive Level, เบี้ยขยัน และค่าเดินทาง จนแพ็กเกจโดยรวมอยู่สูงกว่าอัตราตลาดประมาณ 30%
ขณะที่ วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด เจ้าของแบรนด์ศรีฟ้าเบเกอรี่ ยืนยันกับ THE STANDARD WEALTH ว่าบริษัทไม่ได้จ้างแรงงานต่างชาติเพื่อลดต้นทุน โดยกำหนดให้ทำงานเฉพาะในสายการผลิตเบเกอรีภายในโรงงาน ส่วนหน้าร้านใช้พนักงานคนไทยทั้งหมด จุดที่หาคนยากที่สุดคืองานหน้าเตาอบซึ่งต้องทำท่ามกลางอุณหภูมิสูงและใช้ความอดทนต่อเนื่อง ทำให้ตำแหน่งนี้มีอัตราการลาออกและการหมุนเวียนสูงเมื่อใช้แรงงานไทย จนบางช่วงหาคนมาทดแทนไม่ทัน
ว่างงานเพิ่ม ค่าจ้างแท้จริงหด แต่ตำแหน่งงานยังว่าง
ข้อมูลล่าสุดของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ระบุว่า อัตราการว่างงานไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 0.95% เพิ่มจาก 0.91% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส โดยผู้ว่างงานแตะ 4.0 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7%
เมื่อพิจารณาสาเหตุการว่างงานในกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อน พบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 41.1% เป็นการลาออกจากงาน โดยคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากสาขาการค้าส่งและค้าปลีก 22.1% รองลงมาคือสาขาการผลิต 20.1%
นอกจากผู้ว่างงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีอีกกลุ่มที่ต้องจับตาคือ ‘ผู้เสมือนว่างงาน’ หรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงทำงานอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งมีจำนวน 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.0% ขณะที่การว่างงานในระบบประกันสังคมอยู่ที่ 2.37% เพิ่มจาก 2.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 51 เดือน
ด้านรายได้ ค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% แต่เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 2 ที่ 2.70% แล้ว ‘ค่าจ้างที่แท้จริง’ ในภาพรวมลดลงถึง 2.88% โดยกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 4.54% หนักกว่าลูกจ้างในระบบที่ลดลง 1.76%
สัญญาณอีกด้านมาจากฝั่งผู้ประกอบการ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 9.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 224.1% เทียบกับ 3.05 หมื่นล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
ดร. ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 ทิศทางการลงทุนของไทยเริ่มดีขึ้นจากที่โตต่ำมาเป็นโตกว่า 10% ต่อเนื่อง แต่การลงทุนที่เข้ามามีลักษณะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ของต่างชาติในกระแส AI ดิจิทัล และ Data center ซึ่งอาจยังไม่ได้สร้างประโยชน์ให้คนไทย แรงงานไทย หรือธุรกิจไทยมากนัก จนกลายเป็น ‘ช่องว่าง’ ของประเทศ
“ถ้าการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลดี เราก็ต้องเห็นข้อมูลตลาดแรงงานที่ดีขึ้น” ดร. ฐิติมากล่าว
สำหรับครึ่งหลังของปี 2569 ดร. ฐิติมา ประเมินว่าตลาดแรงงานน่าจะยังได้รับแรงกดดันต่อ เนื่องจากผลกระทบด้านต้นทุนจากสงครามในตะวันออกกลางเพิ่งเริ่มในไตรมาส 2 จึงอาจเห็นการทยอยส่งผ่านต้นทุนต่อไป อีกทั้งยังต้องจับตาผลการสอบสวนของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในประเด็นการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการทางภาษีเพิ่มเติมอีกระลอก
เติมคนใหม่ยากขึ้น ต่ออายุใบอนุญาตซื้อเวลาได้แค่ชั่วคราว
โจทย์ที่ยากกว่าคือการหาคนใหม่เข้ามาเติม รายงานของ South China Morning Post ในคอลัมน์ This Week in Asia วิเคราะห์ว่า หลังความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชา ไทยพยายามบรรเทาปัญหาด้วยการรักษาแรงงานที่อยู่ในประเทศอยู่แล้วเอาไว้ โดยเฉพาะแรงงานเมียนมา แต่ข้อมูลของ ILO และเสียงเตือนจากกลุ่มนายจ้างชี้ไปที่ปัญหาที่ลึกกว่านั้น เพราะกำลังแรงงานที่ก่อตัวขึ้นจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ความคุ้นเคย และต้นทุนการเดินทางที่ต่ำ ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เร็วด้วยการต่ออายุใบอนุญาตเพียงอย่างเดียว
เมื่อดูตัวเลขของ ILO จะพบว่า จากแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสารถูกต้อง 4.04 ล้านคน ณ เดือนพฤษภาคม มีเพียง 545,153 คนที่เข้ามาผ่านบันทึกความเข้าใจระดับทวิภาคี (MOU) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชาวเมียนมา 179,787 คน และอีก 836 คนขึ้นทะเบียนภายใต้ระบบจ้างงานตามแนวชายแดน ส่วนที่เหลือกว่า 3.5 ล้านคนทำงานภายใต้มติคณะรัฐมนตรีที่ให้สิทธิอยู่และทำงานต่อ โดยเป็นชาวเมียนมาเกือบ 3.3 ล้านคน
รายงานระบุว่า คณะรัฐมนตรีได้ขยายเวลาการทำงานให้แรงงานเมียนมา ลาว และเวียดนามที่เข้าเกณฑ์ ไปจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านแรงงานมองว่าเป็นมาตรการประคองสถานการณ์ที่ช่วยให้โรงงาน, ฟาร์ม และภาคบริการเลี่ยงแรงกระแทกรอบสองได้ แต่ไม่ได้ช่วยเติมตำแหน่งงานที่ว่างลงในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกซึ่งแรงงานกัมพูชาหายไป
เครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ให้สัมภาษณ์กับ This Week in Asia ว่ามาตรการล่าสุดยังไม่เปิดช่องทางที่ถูกกฎหมายให้กับแรงงานที่สัญญาจ้าง 4 ปีหมดอายุลง หรือผู้ที่เพิ่งเดินทางเข้ามาผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ
“แรงงานที่ไม่มีทางเลือกและไม่มีสถานะทางกฎหมายรองรับ องค์กรของเราไม่สามารถเข้าไปช่วยดำเนินการให้สถานะของพวกเขาถูกต้องได้โดยตรง” ตัวแทน MWRN ระบุ พร้อมเสริมว่าทำได้เพียงแนะนำให้แรงงานกลุ่มนี้ระวังตัวไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ระหว่างรอให้รัฐบาลไทยเปิดรอบขึ้นทะเบียนใหม่
อีกด้านหนึ่ง เส้นทางเข้าประเทศไทยเองก็แพงและเสี่ยงขึ้น MWRN ให้ข้อมูลว่าแรงงานหันมาเดินทางทางอากาศมากขึ้นเพราะความไม่ปลอดภัยตามเส้นทางชายแดน ส่วนผู้ที่ใช้ช่องทางที่เป็นทางการไม่ได้มักต้องพึ่งนายหน้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราว 30,000 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมนายหน้าและเอเจนซีในฝั่งเมียนมาเริ่มต้นราว 8 ล้านจัต (ประมาณ 124,600 บาท) โดยยังไม่รวมกรณีที่ต้องการให้ช่วยหางานหรือขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันชายชาวเมียนมาอายุ 18-35 ปียังถูกจำกัดไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศตามกฎหมายเกณฑ์ทหาร ขณะที่ ILO ระบุว่างานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าแรงงานข้ามชาติในไทยต้องจ่ายค่าสรรหาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเฉลี่ยราว 2 เดือนของค่าจ้าง และแม้โดยหลักการค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ควรตกเป็นภาระของแรงงาน แต่กฎหมายไทยก็ไม่ได้กำหนดให้นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบิน
ในมุมของ ILO การเปิดให้แรงงานที่เข้าเกณฑ์ได้ขึ้นทะเบียนถือเป็นเรื่องที่ควรชื่นชม แต่กระบวนการที่ดำเนินการเป็นภาษาไทยล้วนและมีความซับซ้อน ทำให้แรงงานส่วนใหญ่ต้องพึ่งนายหน้าอยู่ดี จึงยังไม่ถูกกำกับดูแลอย่างเพียงพอเมื่อมองจากมุมของการสรรหาแรงงาน

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
ฝั่งภาคเอกชนไทยเองก็ส่งสัญญาณไปในทางเดียวกัน วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล ในฐานะประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ประกอบการและสมาคมธุรกิจจำนวนมากร้องเรียนมายัง กกร. ว่าขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง กระทบต่อการผลิต, การให้บริการ และความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง, ภาคการผลิต, ภาคเกษตร รวมถึงภาคบริการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานในครึ่งหลังของปี 2569
“ส่วนใหญ่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว หากไม่มีการพิจารณาแก้ไขจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและหลุดออกนอกระบบ ทำให้ยากต่อการควบคุม และอาจกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง” วิบูลย์ระบุ
ขณะเดียวกัน การลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2569 (1 ตุลาคม 2568 – 28 พฤษภาคม 2569) กรมการจัดหางานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศ พบการทำงานผิดกฎหมายแล้ว 3,217 ราย
ในจำนวนนี้เป็นการลักลอบประกอบ ‘อาชีพสงวน’ 1,053 ราย เช่น งานเร่ขายสินค้า, งานนวดไทย, งานตัดผม, งานเสริมสวย และงานขับขี่ยานพาหนะ เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อนหน้า (1 ตุลาคม 2567 – 18 เมษายน 2568) พร้อมมีข้อเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายทั้งกับนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย และกับแรงงานข้ามชาติที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือประกอบอาชีพสงวน
ข้อเรียกร้องของ กกร. ครอบคลุมทั้งการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานทุกสัญชาติที่ยังอยู่ในไทย การลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนการขึ้นทะเบียน การแก้ปัญหาระบบใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการเร่งข้อตกลงนำเข้าแรงงานกับศรีลังกา บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย
ด้าน ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยล่าสุดว่า อยู่ระหว่างพิจารณานำเข้าแรงงานจากเอเชียใต้ โดยเฉพาะศรีลังกาจำนวน 10,000 คน รวมทั้งพิจารณานำเข้าแรงงานกัมพูชาอีกครั้ง นอกจากนี้ หลังการเยือนไทยของมินอ่องหล่ายช่วงวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้แก้ไข MOU นำเข้าแรงงานเมียนมา โดยขยายระยะเวลาอาศัยและทำงานในไทยจาก 4 ปี เป็น 5 ปี
อย่างไรก็ตาม รายงานของ South China Morning Post ระบุว่าดีลศรีลังกายังไม่คืบเท่าที่ควร โดยสถานทูตศรีลังกาให้ข้อมูลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าทั้งสองฝ่ายเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว แต่การลงนามระดับรัฐมนตรีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสเดียวกันกลับยังไม่เกิดขึ้นจริง ขณะที่ MWRN มองว่า MOU ฉบับปรับปรุงระหว่างไทยกับเมียนมาที่ลงนามเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ยังไม่มีความหมายในทางปฏิบัติสำหรับแรงงานเมียนมา เนื่องจากการควบคุมการส่งออกแรงงานที่เข้มงวดขึ้นและการตรวจสอบโดยคณะกรรมการระดับชาติ
เพิ่มผลิตภาพหรือเพิ่มคน ทางออกที่ยังรอการตัดสินใจ
ท่ามกลางข้อจำกัดเหล่านี้ ดร. ธนิต เสนอให้ภาครัฐจัดตั้ง ‘กองทุนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี’ เพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับกระบวนการทำงานไปสู่ระบบสมัยใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการติดตั้งหุ่นยนต์ในโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงซอฟต์แวร์อย่างระบบ ERP, ระบบบัญชีอัตโนมัติ และเทคโนโลยี AI โดยมองว่าแม้จะลดจำนวนพนักงานที่ต้องใช้ในบางกระบวนการลง แต่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและเปิดทางให้แรงงานที่ยังอยู่ในระบบได้ค่าจ้างสูงขึ้นจริง แทนการใช้คนจำนวนมากแล้วต้องกดค่าแรงเพื่อคุมต้นทุนอย่างที่เป็นอยู่
อีกข้อเสนอคือการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติทำงานเป็นพนักงานขับรถบรรทุกได้ ซึ่งงานขับขี่ยานพาหนะเป็นหนึ่งในอาชีพสงวนที่กรมการจัดหางานตรวจพบการลักลอบทำงานอยู่ในเวลานี้ โดยแนวทางที่เสนอคล้ายบางประเทศในยุโรปที่เปิดรับแรงงานจากยุโรปตะวันออกหรือไนจีเรียเข้ามาทำงานด้านขนส่ง แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขอย่างรอบคอบ ทั้งความสามารถในการสื่อสารและอ่านภาษาไทยระดับพื้นฐานเพื่ออ่านป้ายจราจรได้ถูกต้อง การกำหนดให้ทำงานภายใต้นายจ้างคนไทยเท่านั้น และไม่อนุญาตให้ประกอบอาชีพอิสระ
ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการเสนอให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงระบบบริหารจัดการแรงงานต่างชาติให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดระยะเวลาต่ออายุเอกสารให้แน่นอน การเปิดให้ยื่นเอกสารออนไลน์เต็มรูปแบบ และการออกมาตรการคุ้มครองแรงงานระหว่างรอต่ออายุเอกสาร เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายและสร้างความมั่นใจให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
ในมุมของ ดร. ธนิต แม้อัตราว่างงานของไทยจะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่โจทย์ที่แท้จริงคือความขาดแคลนที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายระดับ
“สุดท้ายแล้วแม้ตลาดแรงงานไทยจะมีจำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นและอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาคธุรกิจยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายระดับ ตั้งแต่แรงงานใช้ทักษะทั่วไป แรงงานต่างชาติ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและแรงงานทักษะสูง การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานไทย การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ และการออกแบบนโยบายแรงงานต่างชาติให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจในระยะยาว” ดร. ธนิต ย้ำ
ภาพปก: AFP PHOTO / Nicolas ASFOURI / AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI
อ้างอิง: