รัฐบาลโต้ประเมินน้ำท่วมพลาด 4 เท่า ท้าโชว์ที่มางบเพิ่ม 1.2 หมื่นล้าน
รองโฆษกรัฐบาลแจงปมมหาดไทยประเมินความเสียหายน้ำท่วมต่ำกว่าความจริง 4 เท่า ชี้ยอดคำร้องไม่ใช่ยอดผู้ผ่านเกณฑ์ ท้าเปิดวิธีคำนวณงบเพิ่ม 1.2 หมื่นล้านบาท ยอมรับหากใช้เงินไปแล้ว 5,215 ล้านบาทจากกรอบ 5,290 ล้านบาทจริง ต้องเร่งจัดสรรเพิ่มเติม ย้ำประชาชนต้องไม่รอเงินเยียวยา
17 ตุลาคม 2569 - นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 4 เท่า และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า รัฐบาลรับฟังข้อเสนอให้เร่งจัดสรรงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว แต่การกล่าวหาว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินผิดพลาดถึง 4 เท่า จำเป็นต้องพิจารณาฐานข้อมูลและวิธีคำนวณให้ชัดเจน
ทั้งนี้ จำนวนคำร้องขอรับความช่วยเหลือ จำนวนครัวเรือนที่ผ่านเกณฑ์ และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เป็นข้อมูลคนละประเภท ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบแล้วสรุปว่าเป็นความผิดพลาดทั้งหมดได้ทันที
นางสาวลลิดากล่าวว่า เงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ไม่ใช่การชดใช้มูลค่าความเสียหายทั้งหมด โดยข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเบื้องต้น พร้อมเสนอทบทวนหลักเกณฑ์และขยายพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือให้ครอบคลุมสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
“การที่มีประชาชนยื่นคำร้องเพิ่มขึ้นภายหลัง ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายผิดทั้งหมดค่ะ เพราะต้องแยกให้ออกระหว่างยอดผู้ยื่นคำร้อง ยอดผู้ผ่านเกณฑ์ และมูลค่าความเสียหายจริง หากจะกล่าวว่าประเมินผิดถึง 4 เท่า ก็ควรแสดงให้ชัดว่าใช้ตัวเลขใดเป็นฐานคำนวณ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่นำตัวเลขต่างประเภทมาเปรียบเทียบกันค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับคำร้องที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ไม่ควรสรุปว่าทุกรายเกิดจากงบประมาณไม่เพียงพอ เพราะกระบวนการตรวจสอบยังมีหลายปัจจัย ทั้งข้อมูลพร้อมเพย์ รายชื่อซ้ำภายในครัวเรือน เอกสารยืนยันความเสียหาย และหลักฐานการเช่าที่พักอาศัย
จึงต้องแยกให้ชัดว่ารายใดอยู่ระหว่างตรวจสอบสิทธิ รายใดได้รับอนุมัติแล้วแต่รอโอนเงิน และรายใดได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
ส่วนข้อเสนอว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมถึง 12,000 ล้านบาท นางสาวลลิดากล่าวว่า ผู้เสนอควรเปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ ทั้งจำนวนครัวเรือนที่คาดว่าจะผ่านเกณฑ์ และสัดส่วนผู้ได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 5,000 บาท และ 9,000 บาท เนื่องจากหลักเกณฑ์ไม่ได้กำหนดให้ทุกครัวเรือนได้รับเงินเท่ากัน จึงไม่ควรนำตัวเลขประมาณการดังกล่าวไปสรุปว่าเป็นภาระงบประมาณที่ยืนยันแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลที่ระบุว่ามีการโอนเงินช่วยเหลือไปแล้วประมาณ 5,215 ล้านบาท จากกรอบวงเงินราว 5,290 ล้านบาทได้รับการยืนยัน ก็สะท้อนว่าวงเงินคงเหลือมีจำกัด และรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งประเมินความต้องการงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือประชาชนที่ผ่านเกณฑ์ต้องหยุดชะงัก
“รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธว่าต้องเร่งเพิ่มงบประมาณหากวงเงินไม่เพียงพอ และไม่ได้ใช้ประเด็นความคลาดเคลื่อนของตัวเลขมาเป็นข้ออ้างให้ประชาชนรอค่ะ แต่การตรวจสอบรัฐบาลก็ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องเช่นกัน หากจะกล่าวหาว่าประเมินผิด 4 เท่า หรือจำเป็นต้องใช้งบเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ก็ควรแสดงที่มาของตัวเลขและหลักเกณฑ์การคำนวณให้ชัดเจน เพราะข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง” นางสาวลลิดากล่าว
นางสาวลลิดากล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครเสนอวงเงินช่วยเหลือได้มากกว่า แต่เป็นการทำให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับเงินอย่างรวดเร็วและครบถ้วน หากติดปัญหาเอกสารต้องเร่งแก้ไข หากติดขั้นตอนต้องเร่งปลดล็อก และหากงบประมาณไม่เพียงพอต้องเร่งจัดสรรเพิ่มเติม
รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผลการช่วยเหลือประชาชน ส่วนการตรวจสอบจากทุกฝ่ายควรช่วยให้ปัญหาได้รับการแก้ไข ไม่ใช่ทำให้ประชาชนสับสนจากการใช้ตัวเลขที่ยังไม่ได้ตรวจสอบให้ตรงกัน.